ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

บอร์ด สปสช. รับทราบคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติครอบคลุมให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค “คนไทยทุกคน” ตามมาตรา 5 และมาตรา 18(14) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 พร้อมมอบ สปสช. จัดทำร่างประกาศฯ หลักเกณฑ์ใช้งบประมาณบริการสร้างเสริมสุขภาพฯ เสนอ รมว.สาธารณสุข ลงนาม รองรับดูแลคนไทยทุกสิทธิ เดินหน้าทันที หลัง ครม. มีมติเห็นชอบตามความเห็นกฤษฎีกา


เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยมี รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีการพิจารณาและเห็นชอบ วาระ 3.1 ความคืบหน้าการจัดทำข้อตกลงและการตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เสนอโดย นางอุดมลักษณ์ อุ่นศรี ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ที่มาของวาระดังกล่าว สืบเนื่องจากบอร์ด สปสช. มีความมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนทุกสิทธิ เข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น โดยไม่มีอุปสรรคทางการเงิน และไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย จึงเห็นชอบให้ทำความชัดเจนประเด็นมาตรา 9 และ มาตรา 10 ถึงความครอบคลุมการดูแลประชากร โดยให้ปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตามที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2565

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา 4 ฉบับ ในสิทธิบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ซึ่งภายหลังบอร์ด สปสช. ได้พิจารณาเพิ่มความครอบคลุมผู้ที่ไม่ใช่สิทธิบัตรทองอีก 6 กลุ่ม

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 มิถุนายน 2566 แจ้งว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้พิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 4 ฉบับดังกล่าว โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดแล้ว โดยสรุปความได้ว่าร่างพระราชกฤษฎีกา 4 ฉบับ ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ไม่สามารถตรวจพิจารณาต่อไปได้

1

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ บัญญัติให้ "บุคคลทุกคน" มีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น สปสช.จึงมีหน้าที่ต้องให้บริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานแก่บุคคลทุกคนโดยเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ตามมาตรา 18 (14) บัญญัติให้ บอร์ด สปสช. มีหน้าที่และอำนาจปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เห็นชอบวงเงินงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ครอบคลุมการให้บริการสาธารณสุขแก่ "ประชากรไทยทุกคน" ไม่ได้ยกเว้นบุคคลตามมาตรา 9 และมาตรา 10

คณะกรรมการกฤษฎีกาฯ มีความเห็นว่า สปสช. จึงมีอำนาจในทางบริหารตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 5 ประกอบกับมาตรา 18 (14) ดังนั้น กรณีจึงเป็นการสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้มีมติให้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนองค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ต่อไป เพื่อคุ้มครองสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของประชากรไทยทุกคน

นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า จากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ นี้ วันนี้ บอร์ด สปสช. ได้รับทราบ แล้ว อย่างไรก็ตามคงต้องรอมติจากคณะรัฐมนตรี ในการดำเนินการเพื่อให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคกับคนไทยทุกคนก่อน โดยในระหว่างนี้ สปสช.จะทำจัดทำร่างประกาศฯ หลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2566 เพื่อกำหนดการเบิกจ่ายสำหรับบริการสาธารณสุขด้านการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ครอบคลุมคนไทยทุกคน และเสนอให้ รมว.สาธารณสุข ลงนามต่อไป

“ทันทีที่มีมติ ครม. ออกมารองรับ ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ และเมื่อร่างประกาศฯ มีผลบังคับใช้ สปสช.พร้อมที่จะดำเนินการทันที รวมถึงการบริหารจัดการงบประมาณในส่วนของบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับคนไทยทุกคน ซึ่งขณะนี้มีหน่วยบริการที่ได้ให้บริการผู้ไม่ใช่สิทธิบัตรทองไปแล้ว และรอการเบิกจ่ายอยู่ประมาณกว่าสองพันล้านบาท ส่วนที่เกรงว่าขณะนี้ใกล้ 30 กันยายน สิ้นปีงบประมาณ 2566 จะทำให้เงินก้อนนี้ตกไปนั้น ตามระเบียบสำนักงบประมาณกำหนดให้ กรณีที่ไม่สามารถใช้เงินงบประมาณได้ทัน ในช่วง 1 ปี เป็นอำนาจของเลขาธิการฯ ในการขอกันเงินงบประมาณที่เหลืออยู่ไปใช้ต่อได้ อย่างไรก็ตามต้องชี้แจงว่า สปสช.มีแผนในการใช้งบประมาณที่ชัดเจนอยู่แล้ว จึงไม่เป็นปัญหาและขอให้มั่นใจได้” เลขาธิการ สปสช. กล่าว