ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ย้อนไปเมื่อ 23 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ “บัตรทอง” หรือโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” ก่อกำเนิดขึ้นในประเทศไทยในฐานะ “หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ของประเทศ

นโยบายในขณะนั้น ถูกโจษขานถึงในฐานะ ‘การปฏิรูประบบสุขภาพ’ ครั้งใหญ่ที่เขย่าประเทศอย่างสะเทือนเลื่อนลั่น

แน่นอน ภาพจำของผู้คนส่วนใหญ่ นี่คือผลงานมาสเตอร์พีซของ ‘พรรคไทยรักไทย’ โดยมี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและงบประมาณ ที่ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพและภาคประชาชน

ผ่านไป 23 ปี … ในวันนี้ ‘พรรคเพื่อไทย’ หรือ ‘พรรคไทยรักไทย’ ในอดีต กลับมาอีกครั้งในจังหวะจะโคนคล้ายคลึงกับเดิม คือเป็นแกนนำรัฐบาล ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และเบอร์ 1 กระทรวงสุขภาพ อย่าง รมว.สาธารณสุข (สธ.)

ครั้งนี้ ‘พรรคเพื่อไทย’ ได้ตอกย้ำแบรนด์ ‘30 บาท’ ให้ตรึงอยู่ในใจประชาชนอีกครั้ง

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2566 ตอนหนึ่งว่า จะมีการ “ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค” ให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และมีคุณภาพยิ่งขึ้น ด้วยบริการขั้นพื้นฐานและบริการสาธารณสุขที่เพิ่มความสะดวกเข้าถึงได้ “ผ่านบัตรประชาชนใบเดียว”

หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ ‘30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว’

แน่นอน ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายนี้ สปสช. ยังคงเป็นกลไกหลักที่สนับสนุนการขับเคลื่อนเช่นเดิม

“The Coverage” พูดคุยกับ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ที่ได้ฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทและการทำงานของ สปสช. ภายใต้นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

“ต้องยอมรับว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ถูกประกาศเป็นครั้งแรกโดยพรรคเพื่อไทยในลักษณะของแคมเปญหาเสียง ซึ่งในตอนนั้นทาง สปสช. ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำหรือวางกระบวนการอะไรได้ เพราะเป็นเรื่องของพรรคการเมือง” คือประโยคแรกที่ นพ.จเด็จ กล่าว

ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า แต่ก็เชื่อว่าพรรคการเมืองต่างๆ เวลาประกาศนโยบายในด้านสาธารณสุข หรือด้านไหนก็ตาม น่าจะมีการดูข้อมูลสถานการณ์ในด้านนั้นๆ ในแต่ละช่วง จากหน่วยงานต่างๆ และ สปสช. ก็เป็นหนึ่งในนั้น เช่น ด้านสาธารณสุข คือ การเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนที่โรงพยาบาลที่มีความแออัด ก่อนจะต่อยอดไปเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

“จริงๆ ตอนช่วงเลือกตั้งเราก็ได้ดูนโยบายพรรคการเมืองเพื่อดูทิศทางว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งไม่ได้ดูพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ศึกษานโยบายของทุกพรรค ทั้งก้าวไกล เพื่อไทย ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ฯลฯ เพราะเราต้องเตรียมตัวของเรา ซึ่งไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล แต่ถ้ามีการประกาศนโยบายต่อสภา สปสช. ในฐานะหน่วยงานรัฐก็ต้องสนับสนุนอยู่แล้วตามกฎหมาย” 

เตรียมพร้อมไม่ต้องรอกดปุ่ม

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ฝุ่นหายตลบในช่วงจัดตั้งรัฐบาล และชัดว่า “พรรคเพื่อไทย” จะเป็นแกนนำอย่างชัดเจน นพ.จเด็จ เผยว่า ทาง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มีการเรียกประชุมทุกกรม กอง รวมถึง สปสช. ไปร่วมพูดคุยถึงนโยบายสาธารณสุขด้านต่างๆ ของพรรคเพื่อไทยอยู่หลายครั้ง แน่นอนว่าหมายรวมนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ด้วย

เนื่องจากการจะดำเนินนโยบายต่างๆ ไม่สามารถรอให้กระบวนการทุกอย่างมาเริ่มตอน รมว.สาธารณสุข มาถึงเพื่อกดปุ่มแล้วค่อยเริ่ม แต่ต้องมีการเตรียมข้อมูล ข้อจำกัด โอกาส ฯลฯ เพื่อเสนอข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลผ่านทาง รมว.สาธารณสุข ได้เลยว่าขณะนี้มีความพร้อมอะไร และต้องเพิ่มเติมในส่วนไหนในการทำให้นโยบายเกิดขึ้นจริงได้

“ข้อดีคือท่าน ปลัด สธ. ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำในนโยบายนี้ ที่ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยตั้งแต่เนิ่นๆ อีกทั้งหลายหน่วยงานต่างมีประสบการณ์ในโครงการใหญ่ๆ มาแล้ว ทำให้เมื่อต้องเดินหน้านโยบายก็ทำงานกันได้อย่างรวดเร็ว

“อันนี้ต้องยกความดีให้กับ สธ. ว่าทำงานกันเร็ว เห็นได้จาก Quick win หรือ ของขวัญปีใหม่ ที่ออกมา มีรายละเอียดครบถ้วน ชัดเจน ว่าจะทำอะไร อย่างไร”