งานวิจัยชี้ชัด กิน ‘ยาลดไขมันในเลือด’ ลดความเสี่ยงโรคร้ายได้ไม่มาก ทุกวันนี้หมอจ่ายยาเกินพอดี !!?

thumbnail

Paula Byrne นักวิจัยจากกลุ่มงานยาและสุขภาพ ภายใต้ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ในไอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ (RCSI University of Medicine and Health Sciences)

ได้เผยแพร่บทความงานวิจัย ซึ่งตั้งคำถามต่อ “การจ่ายยาลดไขมันในเลือด” ในทุกวันนี้ว่ามีการจ่ายยามากเกินพอดีหรือไม่ และยาช่วยลดไขมันเลว หรือคอเลสเตอรอลชนิด LDL (Low density lipoprotein) ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเสี่ยงจากโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองได้มากเพียงไร

ยาลดไขมันในเลือดเริ่มใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจครั้งแรกในปี 2530 จนกระทั่งวันนี้ ยาชนิดนี้ใช้อย่างแพร่หลาย มีมูลค่าการขายยาทั่วโลกอยู่ที่ 32 ล้านล้านบาทในปี 2564

นอกจากนี้ ข้อปฏิบัติทางการแพทย์ยังเพิ่มลักษณะ และประเภทผู้ป่วยที่สามารถรับยาลดไขมันในเลือด พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่รับยาเพิ่มขึ้นถึง 600% ในระหว่างปี 2530 และ 2559

เพื่อตอบข้อสงสัย Byrne และทีมนักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากการทดลองทางคลีนิคที่ผ่านมา 21 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมการทดลองรวม 140,000 คน

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า แม้ยาลดไขมันในเลือดช่วยลดไขมันเลวได้จริง แต่ก็ไม่เสมอไปในทุกกรณี การรับยาลดไขมันในเลือดไม่ได้แปรผันตามความเสี่ยงโรคในผู้ป่วยทุกราย

Byrne และทีมนักวิจัยยังวิเคราะห์ค่าตัวเลขที่ใช้ในผลสรุปการทดลอง ซึ่งสะท้อนว่า การกินยาลดไขมันในเลือด อาจไม่ได้ลดความเสี่ยงโรคมากเท่าที่หมอและผู้ป่วยคิด

ทีมวิจัยดูสองค่าตัวเลขหลัก คือ ค่าการลดความเสี่ยงสัมบูรณ์ ค่าการลดความเสี่ยงเปรียบเทียบ สามารถอธิบายความแตกต่างของสองค่านี้ผ่านตัวอย่าง ดังนี้

หากผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพราะโรคหนึ่งอยู่ที่ 0.2% และมียาที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ 0.1% ค่าการลดความเสี่ยงสัมบูรณ์จะอยู่ที่ 0.1% (เอา 0.2 ลบด้วย 0.1) ส่วนค่าการลดความเสี่ยงแบบเปรียบเทียบจะอยู่ที่ 50% (เอา 0.2 ลบด้วย 0.1 เท่ากับว่าลดความเสี่ยงครึ่งหนึ่ง หรือลดลง 50%)

ผลการทดลองส่วนมากมักใช้ค่าการลดความเสี่ยงเปรียบเทียบ ซึ่งมักให้ค่าสูง จูงใจให้หมอจ่ายยามากขึ้น ขณะที่ผู้ป่วยก็ต้องการยามากขึ้น

การศึกษาของทีมวิจัย Byrne พบว่าการทดลองหนึ่งใช้ค่าการลดความเสี่ยงเปรียบเทียบ รายงานว่าผู้ป่วยที่กินยาลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ 29% โรคหลอดเลือดสมอง 14% และลดการเสียชีวิตจากสองโรคได้ 9% เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่กินยา

แต่หากดูค่าการลดความเสี่ยงแบบสัมบูรณ์แล้ว พบว่าผู้ป่วยที่กินยาลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ 1.3% โรคหลอดเลือดสมอง 0.4% และลดการเสียชีวิตจากสองโรค 0.8%

ขณะที่อีกงานวิจัยชี้ว่า หมอมักจ่ายยาให้ผู้ป่วยมากขึ้น เมื่อเห็นค่าการลดความเสี่ยงเปรียบเทียบ ส่วนผู้ป่วยเองก็มีแนวโน้มอยากรับยามากขึ้น ดังที่เห็นในการทดลองหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งมีแนวโน้มอยากเข้าร่วมการทดลองมากกว่า เมื่อเห็นค่าการลดความเสี่ยงเปรียบเทียบ

นอกจากนี้ รายงานวิจัยสรุปผลการทดลองส่วนมากมักใช้ตัวเลขภาพรวม มากกว่าที่จะดูผลลัพธ์การกินยาชี้เฉพาะรายบุคคล ทั้งที่ผู้เข้าทดลองแต่ละคนมีสภาวะสุขภาพและรูปแบบการใช้ชีวิตต่างกัน

เช่น น้ำหนักและอายุต่างกัน พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ค่าความดันเลือดและคลอเรสเตอรอลเดิมที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลต่อความเสี่ยงเป็นโรคไม่เหมือนกัน และปฏิกิริยาต่อยาต่างกัน

จากผลการศึกษาของ Byrne และทีมวิจัย จึงมีข้อเสนอต่อหมอและผู้ป่วย ให้หารือร่วมกันในการจ่ายยา โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และเข้าใจผลกระทบของยาก่อนที่จะจ่ายยา เพราะหากดูแต่ค่าการลดความเสี่ยงเปรียบเทียบแล้ว อาจทำให้หมอและผู้ป่วยคาดหวังประสิทธิผลของยาเกินความเป็นจริง

นอกจากนี้ ควรพิจารณาความคุ้มค่าของการให้ยาด้วย โดยเฉพาะการให้ยาในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโรคน้อย ซึ่งนอกจากจะเพิ่มภาระการซื้อและกินยาแล้ว อาจได้รับประโยชน์จากการกินยาไม่มากนัก

อ่านบทความต้นฉบับได้ที่
https://theconversation.com/benefits-of-statins-may-have-been-overstated-new-study-175557