ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

“คนไข้ NCDs เป็นเบอร์หนึ่งของแผนกผู้ป่วยนอก ในทุกโรงพยาบาลของจังหวัดสุราษฎร์ธานี” คำบอกเล่าจาก นพ.จิรชาติ เรืองวัชรินทร์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี (นพ.สสจ.สุราษฎร์ธานี) ในระหว่างที่เราได้ลงพื้นที่ดูการดำเนินการฟันเทียม และรากฟันเทียมให้แก่ผู้ที่ไม่มีฟันทั้งปาก
ซึ่งเขายังได้ระบุถึงการขับเคลื่อน “แผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ” ของจังหวัดเอาไว้

1

“เราทำ NCDs หายได้ที่สุราษฎร์ฯ ผู้ป่วยสามารถหยุดยาได้ ตอนนี้มีคนเข้าร่วมโครงการกว่า 4,000 คนแล้ว” นพ.จิรชาติ บอกเล่า

จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ทำให้เราได้ทราบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ 1. การสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ 2. ต้นแบบเมืองสมุนไพรสุราษฎร์ธานี และ 3. NCDs หายได้ที่สุราษฎร์ธานี โดยทั้งหมดจะมีระยะการทำงานตั้งแต่ปี 2566-2570

แต่แผนที่เราจะมาโฟกัสในครั้งนี้ คือการดำเนินงานของพื้นที่ในความพยายามควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคไตเรื้อรัง ฯลฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางสุขภาพที่สำคัญของคนไทย ทั้งยังอาจก่อให้เกิดโรคใหม่ๆ ตามมา อันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับ ‘NCDs หายได้ที่สุราษฎร์ฯ’ เป็นการดำเนินงานที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ แล้วกว่า 5,000 คน และที่สำคัญคือทั้งหมดล้วนเข้ามาด้วยความสมัครใจ ไร้การบังคับ ด้วยเหตุสำคัญดังที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ โรค NCDs เป็นโรคอันดับ 1 ที่ครองพื้นที่ในแผนกผู้ป่วยนอก ของทุกโรงพยาบาลในจังหวัด

ดังนั้น จ.สุราษฎร์ธานี จึงได้ขับเคลื่อนโครงการฯ ผ่านโรงพยาบาล 22 แห่ง และผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อีก 41 แห่ง ครอบคลุมทั้งจังหวัด จากความตั้บใจเดิมในปีแรกที่ตั้งเป้าให้มีหน่วยบริการเข้าร่วมเพียงราว 10 แห่งเท่านั้น

โดยโครงการนี้จะดำเนินงานใน 2 ส่วน ทั้ง ‘Remission Clinic’ และ ‘Prevention Clinic’ ที่จะเป็นการดำเนินการผ่านหน่วยบริการ และการดำเนินการผ่านชุมชน

“เราเริ่มต้นจาก Remission Clinic (คลินิกลด เลิกยาเบาหวาน และความดันโลหิตสูง) ในโรงพยาบาล โดยเริ่มจากการปรับกระบวนทัศน์ของผู้ให้บริการ” นพ.จิรชาติ บอกเล่าถึงความสำคัญ “ก่อนหน้านี้เห็นจากการที่ทุกอำเภอมีวิชาชีพครบ แต่ภาระงานหนักมากเกิน หน้างานกระจัดกระจาย ทำให้ผลที่ออกมาไม่ได้ดีเท่าไร”

เขาอธิบายเพิ่มว่า ฉะนั้นในการคิดจึงต้องคิดเชิงยุทธศาสตร์ ว่าจะยุติอย่างไรที่ทำเพียง 1 แต่ให้ผลลัพธ์มากกว่า 1 ซึ่งนั่นคือ “NCDs” โดยที่จากนั้นได้นำมาสู่การจัดลำดับความสำคัญ ว่าเป้าหมายก็เพื่อลดจำนวนผู้ป่วย รวมถึงลดปริมาณผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงจากโรค NCDs ด้วย เช่น แผลที่เท้า โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ

ในส่วนของการดำเนินการจะผ่าน ‘ทีมสหวิชาชีพ’ ที่ประกอบไปด้วย แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ นักกายภาพบำบัด เภสัชกร นักสาธารณสุข หรือนักวิชาการสาธารณสุข เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น เพื่อรองรับความหลากหลายของอาการผู้ป่วยแต่ละราย และที่สำคัญคือต้องเตรียมศักยภาพของทีมให้พร้อมก่อนดูแลด้วย

2

“ผมมองว่าการสร้างทีม เป็นส่วนสำคัญของการให้บริการ ถ้าเราจัดระบบและตั้งเป้าหมายได้ ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติได้” นพ.จิรชาติ ให้ภาพ พร้อมกับอธิบายต่อถึงอีกส่วนที่เขาให้ความสำคัญ นั่นคือเรื่อง ‘ทักษะการสื่อสาร’ ระหว่างผู้ให้บริการ ผู้ป่วย และญาติ เพื่อให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและรู้สึกท้าทายตลอดการร่วมโครงการฯ

ก่อนที่ นพ.สสจ. รายนี้จะเผยถึงอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการทำให้โครงการฯ ประสบความสำเร็จ นั่นคือการจัดทำ ‘แผนการดูแลเฉพาะบุคคล’ หรือ ‘Care Plan’ และวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งการออกกำลังกาย การพักผ่อน การรับประทานอาหาร ซึ่งสาเหตุที่ต้องจัดการแบบ Case Management ก็เพราะปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน

“Care Plan ตัวนี้เราก็ทำความตกลงร่วมกับคนไข้ มีการเสริมพลังให้คนไข้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี เช่น นาฬิกานับการเคลื่อนไหวของร่างกาย เครื่องเจาะน้ำตาล เขาสามารถมอนิเตอร์ตัวเองทั้งก่อนและหลังกินข้าวได้ รวมถึงวิเคราะห์รายวัน รายสัปดาห์ได้ นำมาสู่การปรับพฤติกรรมสุขภาพของเขาเอง” นพ.สสจ.สุราษฎร์ธานี อธิบาย

พร้อมกันนั้นยังระบุด้วยว่าในการติดตามข้อมูลผู้ป่วย ทุกโรงพยาบาลจะมีแพลตฟอร์มที่เชื่อมกับฐานข้อมูลอย่างเช่น HosXP เพื่อส่งขึ้นคลาวด์ให้เห็นทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ มากไปกว่านั้นในพื้นที่ ‘พะงัน’ ยังได้เริ่มใช้เครื่องเจาะน้ำตาล หรือเครื่องวัดความดันแบบใส่ซิมการ์ด ซึ่งเมื่อไรผู้ป่วยเริ่มวัดค่า ผลก็จะวิ่งเข้าระบบอัตโนมัติ แต่สำหรับพื้นที่อื่นๆ อาจยังต้องอาศัยการกรอกข้อมูลอยู่

“คนไข้ก็จะส่งข้อมูลเข้ามา มีการวิเคราะห์ข้อมูลรายบุคคลระหว่างเจ้าหน้าที่ มีการสร้างกลุ่มคนไข้ที่จะมี Health Coach อยู่ด้วย เป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนกัน” เขาอธิบายเพิ่มเติม

ในขณะที่เป้าหมายอีกส่วนของการดำเนินการ คือการทำให้กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มปกติไม่เป็นเบาหวาน ด้วยการจัดตั้ง ‘Prevention Clinic’ ขึ้น โดยขับเคลื่อนผ่านสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) ทุกอำเภอ

3

โดยขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ตามความสมัครใจ จำนวนกว่า 5,000 คน มีผู้ป่วยที่มีอาการคงที่ติดต่อกัน 3 เดือน (จากการตรวจติดตาม 2 ครั้งภายใน 6 เดือน) ที่สามารถหยุดยาได้แล้วประมาณ 1,700 คน และที่สามารถลดยาได้อีกประมาณ 3,100 คน ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านยาที่หน่วยบริการลดได้ปีละ 1 ล้านบาท รวมถึงน้ำหนักของผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่ลดไปได้ทั้งหมด 32 ตัน

มากไปกว่านั้นในอีกแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพอย่างเรื่องของ การสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ก็มีการดำเนินการที่สอดรับกับนโยบายของ สธ. คือการดูแลผู้ป่วยในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต 

นพ.จิรชาติ ระบุว่าจะเป็นการดูแล ‘End of Life’ ที่ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 500 คน (จากการสำรวจ) สามารถเลือกรับได้ทั้ง การดูแลที่โรงพยาบาล (Hospital Base) ที่จะให้เข้ารักษาฟรีห้องพิเศษ แต่หากเลือกรับ การดูแลที่บ้าน (Community Base) ก็จะมีการประเมินเพื่อช่วยเติมเต็มทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วย เช่น การให้ยืมเตียงลม เครื่องพ่นยา ฯลฯ รวมทั้งอยู่ระหว่างดูงบประมาณเพื่อจัดทำ Telemedicine ใช้ในการดูแลผู้ป่วยด้วย

ขณะที่แผนฯ สุดท้ายคือ ต้นแบบเมืองสมุนไพรสุราษฎร์ธานี นพ.จิรชาติ อธิบายว่า เมื่อ 10 ปีที่ผ่าน จ.สุราษฎร์ธานี ได้เป็นจังหวัดนำร่องด้านสมุนไพร โดยเฉพาะ ‘ขมิ้นชัน’ และ ‘ฟ้าทะลายโจร’ ซึ่งแม้ว่าจะมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็จะมีการขับเคลื่อนสมุนไพรตามนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพและการดูแลสุขภาพองค์รวม (Wellness) ที่จะทำทั้งในเชิงการแพทย์ และที่ไม่ใช่เชิงการแพทย์อีกด้วย

“จังหวัดสุราษฎร์ฯ ได้รับการรับรองศูนย์ Wellness จำนวน 170 แห่ง จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งมากที่สุดในไทย ทั้ง Setting สปา ร้านอาหาร โรงแรม เราก็จะขับเคลื่อนเข้าไปในส่วนนี้” เขาให้ภาพ

สุดท้ายแล้ว นพ.จิรชาติ ยังให้ภาพถึง ‘เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ ที่จะเกิดขึ้นใน จ.สุราษฎร์ธานี ภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเริ่มจากโซน ‘เกาะสมุย’ และ ‘เขาสก’ อีกด้วย