ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ผ่านมาแล้วครึ่งปี สำหรับโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว จุดสำคัญของโครงการนี้ นอกจากจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยบริการแล้ว ยังเป็นการเปิดมิติใหม่ของระบบสุขภาพไทย ด้วยการดึงคลินิกเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาทอย่างเต็มรูปแบบถึง 7 วิชาชีพ
 
ได้แก่ ร้านยาคุณภาพ คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม คลินิกการพยาบาล คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกกายภาพบำบัด และ คลินิกการแพทย์แผนไทย เป็นทางเลือกให้ประชาชนไปรับบริการโดยไม่ต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาล

‘วิชาชีพเภสัชกรรม’ เป็นหนึ่งในวิชาชีพที่กระตือรือร้นในการเข้าร่วมโครงการนี้เป็นอย่างมาก ภายใต้การนำของสภาเภสัชกรรมที่ทำงานร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการชักชวนร้านยาต่างๆให้เข้ามาร่วมโครงการ ทำให้ปัจจุบันร้านยา เป็นหน่วยบริการเอกชนที่เข้าร่วมโครงการนี้จำนวนมากที่สุดกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ

1

วันนี้ “The Coverage” จะมาพูดคุยกับ รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม ว่าผ่านมาแล้วครึ่งปี ทางสภาเภสัชกรรมประเมินภาพรวมและความสำเร็จของการเข้าร่วมโครงการนี้ได้อย่างไร

รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องบอกว่านโยบายดังกล่าวถือเป็นความก้าวหน้าในการจัดบริการทางการแพทย์ ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ยิ่งแนวคิดเกี่ยวกับหน่วยนวัตกรรมก็ถือเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าเพราะต้องยอมรับว่าภาครัฐมีบุคลากรไม่เพียงพอ เมื่อดึงภาคเอกชนมาร่วมจึงเป็นการกระจายการบริการไปยังคลินิกต่างๆ ในกรณีมีอาการเจ็บป่วยไม่รุนแรงหรือไม่ซับซ้อน ช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการผสมผสานบริการได้อย่างกลมกลืน

ในส่วนของร้านยาเองนั้น ถือว่าโครงการนี้เป็นโอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วมในระบบบริการสุขภาพ เพราะแต่เดิมการบริการของร้านยามักจะถูกมองเป็นธุรกิจการค้ามากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการบริการทางวิชาชีพ ซึ่งทางสภาเภสัชกรรม ใช้เวลาขับเคลื่อนในการทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนมานานกว่า 10 ปี ว่าร้านยาเป็นการบริการวิชาชีพเช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ร้านยาได้มีโอกาสเข้ามามีบทบาทในการดูแลประชาชนที่ติดโควิค กลุ่มสีเขียว ทำให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกิดความมั่นใจ 

2

3

จนกระทั่งมีโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวเกิดขึ้น ก็เป็นโอกาสให้ร้านยามีส่วนร่วมในการให้บริการประชาชนสิทธิบัตรทองมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส หาเช้ากินค่ำ ซึ่งมีโอกาสเข้าถึงบริการได้น้อย ก็สามารถเข้ามารับบริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการได้ที่ร้านยาได้เลย ซึ่งเป็นการช่วยดูแลในเบื้องต้น

รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสภาเภสัชกรรมนั้น มีเป้าหมายอยากให้ร้านยาเข้าร่วมโครงการให้มากที่สุด แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ร้านยาอาจจะมีภาพจำเก่าๆว่า สปสช. จ่ายเงินช้า การเข้าร่วมมีความยุ่งยาก มีภาระในการบันทึกต่างๆ  จึงลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งทางสภาฯ ได้พยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกเพื่อคลายความกังวล โดยใช้กลไกเภสัชกรที่ประจำอยู่ในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ให้ช่วยเชิญชวนภายในจังหวัด ช่วยชี้แจงข้อมูลให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง 

โดยเฉพาะเรื่องการเบิกจ่ายที่ สปสช. สามารถจ่ายเงินได้ใน 3 วัน นอกจากนี้ยังมีการประสานงานกับสมาคมร้านขายยาต่างๆ โดยจะมีการประชุมชี้แจงเพื่อคลายความกังวลในประเด็นต่างๆ ขณะเดียวกัน ทางสภาฯเองก็วางแผนเดินสายไปชี้แจงทำความเข้าใจในแต่ละจังหวัด 

"ในส่วนของร้านยาเอง แม้อัตราการจ่ายค่าบริการจะไม่ได้มากมาย แต่ถือเป็นการช่วยให้บริการประชาชนให้เข้าถึงบริการได้มากขึ้นและคิดว่าทุกฝ่ายเห็นด้วยในหลักการ เพียงแต่ขอให้เบิกจ่ายมีความรวดเร็ว เพราะถ้าเบิกจ่ายล่าช้า เงินทุนหมุนเวียนของร้านยาก็จะไม่มีเพียงพอ การมีระบบเบิกจ่ายที่รวดเร็วก็เป็นส่วนที่ทำให้ร้านยาตัดสินใจเข้าร่วมมากขึ้น" รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ กล่าว

นอกเหนือจากการเชิญชวนประชาสัมพันธ์ให้ร้านยาเข้าร่วมโครงการแล้ว สภาฯ ยังทำหน้าที่กำกับติดตามเรื่องคุณภาพการให้บริการ โดยในส่วนของร้านยาที่เข้าร่วมดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการ จะเป็นร้านยาคุณภาพซึ่งผ่านการประเมินรับรองจากสภาเภสัชกรรม ซึ่งสภาเภสัชกรรมได้มีการประเมินรับรองคุณภาพร้านยามากว่า 20 ปีแล้ว เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการเข้ารับบริการ  และก่อนให้บริการตามโครงการจะมีการจัดอบรมทบทวนความรู้เกี่ยวกับกลุ่มอาการและรายการยาที่สามารถให้บริการ 

ส่วนเรื่องการบริการสร้างเสริมสุขภาพ และเรื่องการจ่ายยาตามใบสั่งแพทย์ ในโครงการลดความแออัดของโรงพยาบาล ร้านยาทุกร้านสามารถเข้าร่วมได้ และจะมีการอบรมก่อนให้บริการเช่นกัน ในเรื่องวิชาการและระบบการให้บริการและการบันทึกข้อมูลต่างๆ และถ้าร้านยาทั่วไปต้องการร่วมให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการ ก็สามารถลงทะเบียนกับสภาฯ เพื่อรับการอบรมและมีพี่เลี้ยงคอยแนะนำการยกระดับคุณภาพของร้านยาให้เข้าเกณฑ์ที่สภาฯกำหนดอีกด้วย

ผลจากการขับเคลื่อนเชิญชวนร้านยาด้วยกลไกต่างๆ ทำให้ปัจจุบันมีร้านยาเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 2,000 แห่ง ให้บริการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยไปแล้วกว่า 2 ล้านครั้ง และมีการติดตามผลการให้บริการ ภายหลัง 3 วัน ปัจจุบันร้านยาเป็นหน่วยบริการเดียวที่มีการติดตามผลการให้บริการด้วย ในจำนวนนี้ 90% หายจากอาการที่เป็นอยู่ ในภาพใหญ่ถือว่าเริ่มเข้าที่เข้าทางและเป็นความสำเร็จเบื้องต้นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง 

4

อย่างไรก็ดี สภาฯ ตั้งเป้าให้มีร้านยาเข้าร่วมให้ถึง 5,000 แห่ง เพื่อทำให้มีอัตราส่วนร้านยาที่เข้าร่วมให้บริการ ต่อประชากร 1:10,000 และคาดว่าภายในปี 2568 น่าจะสามารถเพิ่มจำนวนได้ตามเป้า แต่ถ้าร้านยาเข้าร่วมมากกว่านี้ก็ยิ่งดี 

สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนการทำงานในอนาคต ในแง่ของการบริการ รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ มองว่าสิ่งที่ต้องทำต่อคือการพัฒนาระบบส่งต่อ เพื่อที่ว่าเมื่อผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยมารับริการที่ร้านยาแล้วไม่หาย หรือยังไม่ดีขึ้น หรือเภสัชกรคิดว่าอาการที่มาหาน่าจะพบแพทย์มากกว่า จะมีการส่งต่อไปที่คลินิกแพทย์ หรือโรงพยาบาลไหนได้บ้าง

"ต้อง set ระบบให้ชัดเจน ยิ่งถ้ามี fast track ก็ยิ่งดี ประชาชนจะได้รู้สึกว่ามาที่ร้านยาก่อน ถ้าไม่หายก็ไปรับบริการที่โรงพยาบาลได้รวดเร็ว จะทำให้ระบบปฐมภูมิของเราเข้มแข็ง มารับบริการที่ปฐมภูมิก่อน จะได้ไม่แออัดที่โรงพยาบาลมากเกินความจำเป็น " นายกสภาเภสัชกรรม กล่าว

ขณะเดียวกัน ในภาพรวมแล้ว เมื่อสามารถเพิ่มจำนวนร้านยาให้ได้ตามเป้า 5,000 แห่งแล้ว รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ กล่าวว่า สภาฯ จะพยายามโฟกัสต่อในด้านการกระจายตัวของร้านยา ส่งเสริมการกระจายบริการไปถึงระดับอำเภอและตำบลเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเชิงธุรกิจ บางพื้นที่อาจไม่คุ้มที่จะขยายร้านลงไปถึงระดับอำเภอ/ตำบล แต่ถ้าจุดไหนที่จำเป็นก็อาจมีโมเดลการจ่ายเพิ่มเติมเพื่อให้ร้านยาสามารถอยู่รอดเพื่อให้บริการ หรืออาจอาศัยความร่วมมือของร้านยาใหญ่ๆ ในจังหวัดช่วยกันหรือร่วมกันลงทุนเปิด อย่างไรก็ดี ตอนนี้ต้องรอให้ครบตามเป้า 5,000 แห่งก่อน แล้วค่อยดูการกระจายว่ายังมีจุดไหนที่จำเป็นต้องมีร้านยาเพิ่มบ้าง