ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

งานวิจัยที่จัดทำโดยทีมงานจาก คณะนโยบายทางสังคม มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ซึ่งเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ชื่อดัง เดอะแลนเซท (The Lancet) เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า การแปรรูปโรงพยาบาลรัฐ ทำให้คุณภาพบริการสุขภาพลดลง และการใช้แรงจูงใจทางการเงินในการให้บริการ อาจไม่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ดีเสมอไป

นักวิจัยตรวจสอบการศึกษาจาก 322 แหล่ง ที่ทำการสำรวจผลกระทบจากการแปรรูปโรงพยาบาลรัฐ โดยเน้นการศึกษาที่ดำเนินการในประเทศรายได้สูง เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร สวีเดน เกาหลีใต้ และอื่น ๆ

การแปรรูปในที่นี้ หมายถึง การเปลี่ยนผ่านบริการของรัฐให้เป็นของเอกชนหรือบริษัท โดยบริการสุขภาพระดับชาติในหลายประเทศเริ่มเอนเอียงสู่การแปรรูปตั้งแต่ทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมา โดยเชื่อว่าตลาดที่มีเอกชนแข่งขันกัน จะสร้างแรงจูงใจให้พัฒนาบริการสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

การแปรรูปอีกลักษณะอาจเกิดขึ้นโดยที่โรงพยาบาลยังเป็นของรัฐ แต่มีการจ้างผู้ให้บริการเอกชนจากภายนอกเข้ามาจัดบริการและบริการแทนรัฐ

"การศึกษาส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า การแปรรูปโรงพยาบาลรัฐส่งผลต่อการลดคุณภาพบริการ และทำให้ผลการรักษาของผู้ป่วยแย่ลง" งานวิจัยระบุ และย้ำว่านี่คือหลักฐานที่ทำให้เห็นผลกระทบจากการแปรรูปโรงพยาบาลรัฐ

โรงพยาบาลที่เปลี่ยนมือจากรัฐมาเป็นเอกชน มักเน้นสร้างกำไรด้วยการเลือกรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังจ่าย ตัดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มพยาบาลที่มีทักษะสูง และลดให้บริการที่ครอบคลุมและมีความเอาใจใส่ 

ผู้บริการโรงพยาบาลหันไปจ้างผู้ให้บริการเอกชนจากภายนอกเข้ามาให้บริการแทนรัฐ ส่งผลต่อการลดอัตราส่วนของพนักงานต่อผู้ป่วย อย่างไรก็ดี จำนวนแพทย์มักไม่เปลี่ยนแปลงหลังการแปรรูป 

บางกรณีพบว่า นโยบายการแปรรูปโรงพยาบาลรัฐทั้งประเทศในสองประเทศ ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของการจ้างผู้ให้บริการเอกชนจากภายนอก แปรผันตรงต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราเสียชีวิตที่ป้องกันได้ 

การตัดพนักงาน โดยเฉพาะกลุ่มบุคลากรทำความสะอาดที่ข้างประจำ แล้วหันไปใช้ผู้ให้บริการจากภายนอก มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มกรณีผู้ป่วยติดเชื้อในโรงพยาบาล

"ผลการวิจัยโดยรวมชี้ให้เห็นว่า การเข้าถึงบริการได้รับผลกระทบหลายมิติ แม้ในบางกรณีการแปรรูปช่วยให้การนัดหมายพบแพทย์แม่นยำมากขึ้น และลดเวลารอ แต่ก็สร้างผลเสียต่อผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่รับการรักษาที่สร้างกำไรน้อย" งานวิจัยระบุ

เช่นในกรณีของสหรัฐอเมริกา พบว่าการแปรรูปโรงพยาบาลรัซทำให้การเข้าถึงบริการลดลง เพราะโรงพยาบาลหันไปเน้นกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังจ่าย 

ขณะที่การเปลี่ยนผ่านบริการแพทย์ปฐมภูมิจากรัฐสู่เอกชนในโครเอเชีย ทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีขึ้น สามารถนัดหมายได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงบริการทางโทรศัพท์นอกเวลา

ข้อสรุปงานวิจัยสวนทางกับแนวคิดที่แพร่กระจายในกลุ่มผู้เชื่อในตลาดแข่งขัน ซึ่งมักสนับสนุนการจ้างผู้ให้บริการเอกชนจากภายนอก 

โดยหากใช้เงินจูงใจ และสร้างการแข่งขันระหว่างกัน เอกชนแต่ละเจ้าจะมุ่งเน้นสร้างสวัสดิการและบริการที่มีประสิทธิภาพ เสริมคุณภาพบริการ และปรับปรุงมาตรฐาน ทั้งยังลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพราะมิได้บริการด้วยระบบข้าราชการอีกต่อไป

“แต่การใช้เงินเป็นแรงจูงใจอาจไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวังเสมอไป" งานวิจัยระบุ 

ทั้งการแข่งขันอาจนำไปสู่การปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพบริการของตนเอง หลักฐานที่นักวิจัยรวบรวม สะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างระดับการแข่งขันของผู้ให้บริการ และคุณภาพบริการ ทั้งโครงสร้างระบบสุขภาพในกลายประเทศไม่เอื้อให้เกิดแรงจูงใจพัฒนาบริการภายใต้การแข่งขันเช่นเดียวกับบริการในอุตสาหกรรมอื่นๆ

"การแปรรูปโรงพยาบาลรัฐและการจ้างผู้ให้บริการภายนอก มักไม่สร้างผลเชิงบวกต่อคุณภาพบริการ แม้จะสามารถลดต้นทุนได้ แต่ก็ต้องแลกมากกับคุณภาพบริการที่ลดลง" งานวิจัยสรุป


อ่านบทความต้นฉบับ:
https://m.economictimes.com/industry/healthcare/biotech/healthcare/diminishing-healthcare-quality-worsening-patient-health-outcome-lancet-study-decries-healthcare-privatisation/articleshow/110180483.cms

อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม:
https://www.thelancet.com/journals/lanpub/article/PIIS2468-2667(24)00003-3/fulltext