ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Palliative Care หรือ การดูแลแบบประคับประคอง กำลังเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่มีทัศนคติที่ดี-ที่ถูกต้อง ต่อ ‘ความตาย’

แล้วอะไรคือทัศนคติที่ดี-ที่ถูกต้อง ต่อความตาย !!?

แน่นอน ทัศนคติที่ดี-ที่ถูกต้อง คือการยอมรับและกล้าเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘เราทุกคนต้องตาย’

เมื่อเข้าใจกฎของธรรมชาตินี้แล้ว ย่อมไม่แข็งขืน ไม่ฝืนต้าน ไม่พยายามเพื่อที่จะไม่ตาย นั่นก็เพราะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความพยายามที่สูญเปล่า

Palliative Care หรือ การดูแลแบบประคับประคอง เป็นรูปแบบการดูแลรักษา ‘ผู้ป่วยระยะสุดท้าย’ ที่ไม่อาจรักษาให้หายได้แล้ว ด้วยความเป็นมิตร

กล่าวคือ ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การรักษาโรค แต่เป็นการดูแลเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยต้องทรมานจากโรค ควบคู่ไปกับการสะสางสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ

เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตในวาระสุดท้ายที่ดี และพร้อมที่จะจากไปอย่างสงบ 

เส้นทางการดูแลรักษาแบบ Palliative Care นี้ ตัวผู้ป่วยเองสามารถเลือกได้ เพราะเป็นสิทธิตามกฎหมาย ขณะที่ญาติหรือครอบครัวก็สามารถเข้าร่วมการดูแลนี้ได้ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘การวางแผนการดูแลล่วงหน้า’ หรือ Advance Care Planning (ACP)

1
 
เพื่อเน้นหนักในความสำคัญ และขยายความเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น ‘The Coverage’ ขันอาสาพูดคุยกับ ผศ.ดร.ปิยะวรรณ โภคพลากรณ์ อาจารย์ประจำโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ขณะนี้กำลังทำงานวิจัยเรื่อง Advance Care Planning  ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ (Queensland University of Technology : QUT) ประเทศออสเตรเลีย

ถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 8 เดือนแล้วที่ ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ได้ร่วมวิจัยกับ QUT เพื่อหาแนวทาง กระบวนการที่จะมายกระดับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care ในประเทศไทย 

เธอหวังว่า ผลจากงานวิจัยจะเป็นข้อมูลสำคัญทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย เกี่ยวกับการขยับขับเคลื่อนให้งาน Palliative Care ในประเทศไทยมีประสิทธิภาพ และคุณภาพที่ดีมากที่สุด และแน่นอนว่าองค์ความรู้ที่เธอจะพากลับมา เพื่อประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับนักศึกษาแพทย์ - นักศึกษาพยาบาล สำหรับอนาคต

‘Palliative Care’ รู้ว่าดี แต่ ‘ACP’ ยังไม่ทำ 

ผศ.ดร.ปิยะวรรณ บอกว่า ที่ QUT เป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นแนวทางการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับงาน Palliative Care หรือการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง อย่างเป็นระบบที่ชัดเจนมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก

ขณะที่อีกหลายประเทศในแถบนี้ จากการลงไปร่วมทำการวิจัยของ ‘ผศ.ดร.ปิยะวรรณ’ ก็พบว่า ประชากร 'รับรู้' เกี่ยวกับ Palliative Care รวมไปถึงการทำ ACP ที่เป็นกระบวนการวางแผนดูแลสุขภาพที่ทำไว้ก่อนที่ผู้ป่วยจะหมดความสามารถในการตัดสินใจหรือเข้าสู่ระยะท้ายของชีวิต ที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตระยะท้ายของผู้ป่วยก่อนจากไปอย่างสงบ ‘น้อยอย่างมาก’

จากงานวิจัยในเอเชีย-แปซิฟิก ประชากรทั่วไปรู้จักกับ ACP เพียงแค่ 3-33% เท่านั้น แต่เมื่อมีการอธิบายเพิ่มถึงกระบวนการดังกล่าว พบว่าคนกว่า 80% ให้คำตอบว่า ACP คือสิ่งสำคัญและจำเป็น ที่จะนำไปสู่การดูแลในส่วน Palliative Care เมื่อถึงยามที่ผู้ป่วยไม่สามารถตัดสินใจใดๆ ได้อีกแล้ว 

"พวกเขาก็จะรู้ว่า สิ่งที่จะยืนยันความต้องการใน ACP ได้ เป็นหลักฐานให้บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงญาติได้เห็นถึงความต้องการในระยะท้าย คือ หนังสือ Living Will ที่เป็นเหมือนพินัยกรรมชีวิตของตัวเอง แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ แม้ว่า 80% จะเห็นความสำคัญ แต่บางส่วนก็ยังไม่ได้คิดหรือเห็นควรว่าต้องเริ่มต้นกระบวนการ ACP กับแพทย์ หรือร่วมกันกับญาติและครอบครัว" ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ระบุจากประสบการณ์การวิจัย

เหตุหลักคือประชากรในหลายประเทศ และหลากหลายกลุ่มอายุ แม้แต่คนสูงอายุเองก็ตาม ยังมองว่าการทำ ACP นั้นยังไม่ถึงเวลา หรือยังไม่มีความจำเป็นในขณะนี้ แม้พวกเขาจะได้รับคำอธิบายไปแล้วก็ตามว่ามันสำคัญอย่างไรต่อการดูแลระยะสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิต นั่นเพราะบางส่วนมองว่า 'ความตาย' ยังเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดถึง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ระบุถึงการสำรวจประชากรในเอเชีย-แปซิฟิกในเรื่อง Palliative Care รวมถึงการวางแผนดูแลตัวเองล่วงหน้าหรือ ACP จะมีบริบทที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ทั้งวัฒนธรรม ความเชื่อเกี่ยวกับความตาย หรือแม้แต่การพูดถึงความตายก็มีส่วนต่อการตัดสินใจในกระบวนการดังกล่าวของประชากร

‘หมอ-พยาบาล’ คือจุดเริ่ม พาคนไข้วางแผนดูแลตัวเอง 

สิ่งหนึ่งที่ ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ค้นพบ และน่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนงาน Palliative Care และการทำ ACP ที่จะนำไปสู่การทำพินัยกรรมชีวิต หรือหนังสือ Living Will ได้มากขึ้น ปัจจัยนั้นคือ 'บุคลากรทางการแพทย์'

ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ขยายว่า บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์และพยาบาล จะมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการ ACP เพราะจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ควรจะพูดถึงการทำ ACP ร่วมกับผู้ป่วยและญาติ หรือครอบครัวของผู้ป่วย อีกทั้ง ACP คือกระบวนการสำคัญ และอาจเรียกว่าหัวใจของการดูแลประคับประคอง หรือ Palliative Care ที่จะมีประสิทธิภาพ

2

"เพราะหมอ พยาบาล เป็นคนที่คนไข้ หรือครอบครัวคนไข้ให้น้ำหนักความเชื่อมั่น ความไว้ใจที่จะพูดคุยด้วย หากหมอ พยาบาลเริ่มต้นพูดคุยกับคนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หายขาด และเข้าสู่ระยะท้าย ขณะที่ยังพอมีสติ หรือพูดคุยกันได้ ก็จะได้ชี้ให้เห็นถึงการวางแผนดูแลล่วงหน้าร่วมกัน และได้สอบถามถึงสิ่งที่คนไข้ต้องการ และไม่ต้องการ ซึ่งหมอจะเป็นคนเริ่มกระบวนการพูดคุยเรื่องนี้ และทำให้มีโอกาสเกิดการวางแผน และทำพินัยกรรมชีวิตของผู้ป่วย และยังเป็นการกำหนดแนวทางการรักษาให้กับหมอ หรือพยาบาล ให้ดำเนินการตามที่คนไข้ต้องการ" เธอ ย้ำ 

ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ให้ความเห็นอีกว่า เรื่องของ Palliative Care อาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญคือ ACP ที่ประชาชนควรจะต้องรู้ เพราะเป็นสิ่งที่ไปสัมพันธ์กับ Palliative Care ที่เป็นตัวกำหนดการดูแลรักษาระยะท้ายของประชาชนเอง ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญสำหรับประชาชน ที่รู้หรือยังว่าประเทศไทยก็มีระบบนี้อยู่ ที่เราๆ สามารถใช้กระบวนการเหล่านี้เพื่อวางแผนดูแลตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ของ ‘ผศ.ดร.ปิยะวรรณ’ ใกล้เสร็จแล้ว และจะต่อยอดการวิจัยที่จะลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับ Palliative Care ในประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งปลายทางเธอหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวกับงานดูแลประคับประคองระยะท้ายในทุกมิติ ทั้งจุดแข็ง - จุดอ่อนของระบบ รวมไปถึงแนวทาง กระบวนการที่จะยกระดับเรื่องนี้ในประเทศให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นอีกชุดข้อมูลสำคัญที่หากผู้กำหนดนโยบายเห็นความสำคัญ ก็จะหยิบยกเอางานวิจัยนี้ไปต่อยอดตัดสินใจแก้ปัญหาในระดับนโยบาย

แต่สิ่งที่จะได้กลับมาแน่ๆ คือ กระบวนการแนวทางที่จะมาบ่มเพาะนักศึกษาพยาบาลของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีฯ ในการดูแลผู้ป่วย Palliative Care รวมถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ ACP ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะติดตัวพวกเขาก่อนออกไปทำงานรักษา ดูแลสุขภาพให้กับประชาชนในอนาคต

6,000 คนไทย ลงคอร์สพิเศษ เรียน Palliative Care 

แม้ว่าหลักสูตร การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care จะมีอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีฯ ที่บรรจุให้นักศึกษาแต่ละชั้นปีได้เรียน รวมถึงจะสอดแทรกอยู่ในเกือบทุกรายวิชาการพยาบาล ทั้งการพยาบาลเด็ก การพยาบาลผู้ใหญ่ และการพยาบาลผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนการสอนที่น้อยอย่างมาก

"ชั่วโมงการสอนวิชา Palliative Care มันยังน้อยอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ให้ความสำคัญ หากแต่นักศึกษาพยาบาลจะต้องเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ตามเกณฑ์ของสภาวิชาชีพการพยาบาลที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งมีหลายเรื่องอย่างมากที่พยาบาลต้องใส่ใจ ทำให้ชั่วโมงการสอน Palliative Care อาจไม่พอต่อการทำความเข้าใจของนักศึกษา ที่จะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคต"

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านการดูแลแบบประคับประคอง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เห็นถึงความสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง จึงเปิดคอรส์พิเศษแบบออนไลน์ขึ้นมาสำหรับการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง รวมถึงเทรนนิ่งอบรมการดูแล การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนดูแลตัวเองล่วงหน้า ซึ่งหลังจากเปิดคอร์สไปไม่นาน ก็มีผู้สนใจร่วมคอร์สนี้กว่า 6,000 คน

ผศ.ดร.ปิยะวรรณ บอกว่า ตอนแรกตั้งใจจะเปิดคอร์สสำหรับนักศึกษาพยาบาลและพยาบาลผู้ปฏิบัติงานให้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับ Palliative Care เพิ่มเติม เปิดไปสักพักก็พบว่ามีนักศึกษาในสาขาต่างๆ ให้ความสนใจมาร่วมลงเรียนด้วย และท้ายสุดก็ตามมาด้วยกลุ่มประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับ Palliative Care และ ACP

"สิ่งนี้สะท้อนได้เลยว่า ประชาชนเริ่มรู้จักกับ Palliative Care และการทำ ACP รวมไปถึงหนังสือ Living Will และพวกเขาอยากรู้ว่ากระบวนการนี้จะมีประโยชน์อย่างไรกับตัวเองในระยะสุดท้ายของชีวิต เพราะมันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต และบ่งบอกคุณภาพชีวิตระยะท้ายของตัวเองว่าคุณต้องการให้ดูแลอย่างไร อยากจะยื้อชีวิตไว้หรือไม่ หรืออยากจากไปอย่างสงบโดยไม่ต้องเจ็บปวด สิ่งเหล่านี้เราบ่งบอกความต้องการของตัวเอง ตามสิทธิ ตามกฎหมาย เพื่อให้แพทย์จัดการตามนั้นได้" เธอ ให้ภาพ

นอกจากความรู้ในห้องเรียน ในแง่การสร้างองค์ความรู้ให้กับเครือข่ายด้านสาธารณสุข คณาจารย์ของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ก็ยังจัดชุดทำงานออกไปให้ความรู้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงผู้ดูแลในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้กลุ่มพลังภาคประชาชนที่ทำงานจิตอาสาเหล่านี้ มีความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และยังเป็นการกระจายองค์ความรู้ด้านนี้ให้ออกไปในวงกว้างให้มากที่สุด

แต่ถ้ามองมายังกลุ่มนักศึกษาแพทย์-พยาบาลของ ม.มหิดล สิ่งที่ทีมอาจารย์จะมุ่งเน้นสำหรับงาน Palliative Care คือสร้างนักศึกษาเหล่านี้ให้เป็นบุคลากร ที่จะเน้นการปฏิบัติสำหรับการดูแล Palliative Care การเทรนนิ่ง แต่สิ่งสำคัญคือทำให้กลุ่มนักศึกษาได้เข้าใจว่า การดูแลประคับประคอง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก่อนจะจากไปมีคุณภาพดีมากที่สุด และตรงกับความต้องการ เจตนาของผู้ป่วย และไม่ขัดต่อหลักทางการแพทย์

“สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่จะทำให้กระบวนการนี้ราบรื่นได้คือการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน การพูดคุยร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว ผู้ดูแล และบุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับการวางแผนดูแลตัวเองล่วงหน้า หรือ ACP ซึ่งสามารถทำในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะประคับประคอง หรือกำลังเข้าสู่การดูแลระยะท้าย รวมไปถึงประชาชนทั่วไปที่ก็สามารถวางแผนตัวเองไว้ล่วงหน้าได้เช่นกัน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การดูแล Palliative Care เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ทิ้งท้าย