ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เช้าวันนั้น สมพงษ์ สามหมอ ชายวัยกลางคน เดินทางไปโรงพยาบาลบัวใหญ่พร้อมกับภรรยาเพื่อเข้ารับการตรวจรักษาอาการป่วย หลังตนเองมีไข้ขึ้น และเท้าทั้งสองข้างบวมผิดปกติ ซึ่งคาดว่ามีสาเหตุมาจากการเหยียบตะปูเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน

แต่ทว่า เขาและภรรยากลับไม่ได้บอกเรื่องการเหยียบตะปูให้เจ้าหน้าที่ทราบ

นั่นทำให้การตรวจวินิจฉัยถูกระบุว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน และได้รับการส่งต่อให้ไปพบแพทย์เฉพาะทางอีกแผนกแทน

จังหวะที่รอพบแพทย์เฉพาะทางนั้นเอง มีคนเห็นว่า สมพงษ์ หมดสตินั่งนิ่งคอตกอยู่บนรถเข็นยาวนานกว่า 30 นาทีที่จุดรอตรวจ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต จึงมีคนแจ้งกับเจ้าหน้าที่พยาบาล ก่อนจะมีการเร่งประสานแผนกฉุกเฉิน เพื่อให้ทำการช่วยเหลือเขา แต่แล้วก็ไม่ทันการณ์ สมพงษ์ เสียชีวิตลงแล้วด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

หลังจากนั้นผู้คนในชุมชนได้นำเรื่องราวดังกล่าวไปเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านสื่อ หลังเข้าใจว่าโรงพยาบาลบัวใหญ่จะปัดความผิดชอบ จนต่อมากลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในสังคม และส่วนใหญ่ต้องการให้ครอบครัวผู้ป่วยฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากโรงพยาบาลฯ เป็นเงินจำนวนมาก เพื่อเป็นการรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี เช้าวันต่อมาทีมพยาบาล และผู้บริหารโรงพยาบาลบัวใหญ่ ได้เดินทางไปหาครอบครัวผู้ป่วย เพื่อแสดงความเสียใจ และมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเป็นจำนวนเงิน 1 หมื่นบาท

ขณะเดียวกัน พัชราภรณ์ ชนภัณฑารักษ์ ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองบัวใหญ่ ก็ได้ลงไปหาครอบครัวผู้ป่วยเช่นกัน เพื่อติดตามเรื่องที่เกิดขึ้น ตลอดจนเยี่ยมครอบครัวของผู้ป่วย และให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินการเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ ตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 อันเป็นสิทธิที่พวกเขาจะได้รับภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)

เพราะมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ นั้น ระบุไว้ว่า ให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กันงบประมาณไม่เกิน 1% ของสัดส่วนที่จะจ่ายให้หน่วยบริการไว้เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ ในกรณีที่ผู้รับบริการได้รับความเสียหายที่เกิดจากการรักษาพยาบาล โดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด

“เราแนะนำตัวเอง แนะนำบทบาทของศูนย์ฯ ว่าเกิดขึ้นมาได้ยังไง เขาก็เข้าใจมากขึ้นว่าเราเป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่มาทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิของผู้ใช้สิทธิบัตรทองตามกฎหมาย ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองบัวใหญ่ กล่าว

การไปพบและอธิบายทำความเข้าใจกับครอบครัวผู้เสียหายของ พัชราภรณ์ ครั้งนี้ ยังทำให้อารมณ์คุกรุ่นของชุมชนลดอุณหภูมิลงอีกด้วย เพราะเธอบอกว่าวันนั้นถือเป็นเรื่องดีที่มีผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และคนในชุมชนจำนวนไม่น้อยอยู่ที่นั่น อีกทั้งเธอยังเดินทางไปพูดคุยกับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสมาใหญ่ (อบต.เสมาใหญ่) ด้วย จึงทำให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น

“ตอนเราอธิบายญาติเขาก็ขอถ่ายวิดีโอ ขออัดเสียงเลย เพราะจะเอาไปให้สื่อ หรือตรวจสอบว่าเราพูดจริงไหม เราก็ไม่มีปัญหา เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราพูดยึดตามกฎหมาย และก็อยากให้ทุกคนเข้าใจให้ตรงกัน” พัชราภรณ์ เล่ารายละเอียดบรรยากาศวันนั้น

ภายหลังทางศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองบัวใหญ่ และโรงพยาบาลบัวใหญ่ ดำเนินการเร่งส่งเรื่องเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา (สสจ.นครราชสีมา) และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 9 นครราชสีมา ติดตามผลต่อแล้ว ไม่เกิน 1 เดือนก็ได้มอบเงินช่วยเหลือให้แก่ภรรยาของผู้เสียหายจำนวน 4 แสนบาท

“ในตอนนั้นทาง สสจ. ก็ได้เร่งดำเนินการให้ภรรยาผู้เสียหายได้รับการเยียวยาให้เร็วที่สุด เพราะเรื่องเหล่านี้รอไม่ได้ ไม่งั้นจะกลายเป็นความแคลงใจของผู้เสียหายต่อการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนรับผิดชอบได้” สุวรรณาภา ศรีนาค หัวหน้างานประกันสุขภาพ สสจ.นครราชสีมา เล่าย้อนให้เห็นทิศทางอารมณ์ความรู้สึกของภรรยาผู้เสียหายที่อาจเกิดขึ้น

พอผ่านพ้นเหตุการณ์ดังกล่าวไปได้ด้วยดี ทุกหน่วยงานและเครือข่ายด้านสาธารณสุข เช่น สสจ.นครราชสีมา โรงพยาบาลบัวใหญ่ สปสช. เขต 9 นครราชสีมา และศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองบัวใหญ่ เห็นพ้องต้องกันว่าควรมีการบูรณาการร่วมกันในการพัฒนาระบบบริการเพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

เหตุการณ์ชายเหยียบตะปูเสียชีวิตคารถเข็นในโรงพยาบาลบัวใหญ่ เมื่อปี 2564 จึงถือเป็นความท้าท้ายในการจัดการปัญหาเรื่องร้องเรียน และจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ ด้านสาธารณสุขใน จ.นครราชสีมา มาร่วมมือเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ จนนำมาสู่ “นครราชสีมาโมเดล”