ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับบริการผู้ป่วยที่ไม่ใช่โควิด-19 ในโรงพยาบาลค่อนข้างมาก และในหลายบริการก็แทบให้บริการไม่ได้จนต้องปรับระบบการดูแลให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น ยืดระยะเวลานัดพบแพทย์ ยืดระยะเวลาผ่าตัด การพบแพทย์ออนไลน์ การรับยาทางไปรษณีย์หรือที่ร้านยาใกล้บ้านที่มากขึ้น

คลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลธัญบุรี ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยบริการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ด้วยความมุ่งมั่นของทีมงานที่ต้องการดูแลผู้ป่วยให้ดีที่สุด จึงมีการปรับระบบการดูแลให้เป็นแบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงตั้งแต่ในชุมชนมาจนถึงโรงพยาบาล และจากโรงพยาบาลกลับไปสู่ชุมชน

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้แม้อยู่ในภาวะการระบาด จนได้รับรางวัลชนะเลิศ และ รางวัล Peer Recognition Award ในการนำเสนอผลงาน  "การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบ Next Normal" และ "การสุมยา ดูแลระบบทางเดินหายใจ" ในการประชุมประจำปีครั้งที่ 17 Easy Asthma and COPD Clinic (EACC) Annual Meeting เมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

1

นางศศิภาส์ อริสริยวงศ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ คลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลธัญบุรี เปิดเผยว่า คลินิกโรคหืดฯ ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 และพัฒนาสมรรถนะเรื่อยมา โดยตั้งเป้าว่าจะเป็นศูนย์ความเป็นเลิศในด้านโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในปี 2563 แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ขึ้น ทำให้แผนดังกล่าวต้องชะลอออกไปก่อน

สำหรับเริ่มแรกนั้นโรงพยาบาลธัญบุรี เป็นโรงพยาบาลชุมชน ยาที่ใช้ดูแลผู้ป่วยจึงไม่ได้เลิศหรูมากนัก สามารถดูแลผู้ป่วยระดับ 2-3 ได้ แต่ในระยะหลังได้อายุรแพทย์เข้ามาร่วมทีม ทำให้สามารถจ่ายยาระดับสูงได้ ส่งผลให้ศักยภาพการดูแลจึงเพิ่มเป็นผู้ป่วยระดับ 3-4 ขณะเดียวกัน ในช่วงก่อนจะเกิดโควิด-19 ก็ยังมีกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลและญาติ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเยี่ยมบ้านร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเกิดกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น หลังจากเยี่ยมบ้านแล้ว พบว่าภายในบ้านมีปัจจัยเป็นสิ่งกระตุ้นให้อาการกำเริบจำนวนมาก บางบ้านมีสุนัขและแมวเต็มบ้าน นั่งตรงไหนก็มีแต่ขนสัตว์ บ้านอยู่ติดถนนเจอแต่ฝุ่น ฯลฯ ซึ่งคนไข้ไม่ทราบว่าปัจจัยเหล่านี้กระตุ้นให้อาการกำเริบ ทีมสหสาขาวิชาชีพจึงร่วมมือกับเครือข่ายในชุมชน พยายามเข้าไปปรับพฤติกรรมสุขภาพและสภาพแวดล้อมเท่าที่ทำได้ตามบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย

"แต่ก่อนจะมียาพวกนี้ เรามียาสำคัญที่ใช้มาตั้งแต่ต้น คือ "ยาใจ" เราให้ความใส่ใจ จริงใจ ให้กำลังใจและเข้าใจคนไข้ อย่างที่ทราบอยู่แล้วว่าโรคหืดหอบและปอดอุดกั้นเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หาย แต่ควบคุมอาการไม่ให้กำเริบได้ เพราะฉะนั้น เราจึงใช้เรื่องการสร้างความมั่นใจ เพิ่มความสามารถในการดูแลตัวเองแก่ผู้ป่วย คนไข้ต้องเชื่อมั่นว่าจะดูแลตัวเองได้ และต้องทำให้เขาไว้ใจเราว่าดูแลเขาให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้ เราจะบอกเสมอว่าคลินิกนี้เป็นของคนไข้ทุกคน เขาก็รู้สึกอยากดูแลตัวเองให้ดี ทุกครั้งที่มีกิจกรรมอะไรก็มาช่วยเหลือกัน แม้แต่ช่วยส่งยาให้คนไข้ด้วยกันก็มี

“นอกจากนี้ เรายังเน้นเรื่องการเพิ่มช่องทางติดต่อสื่อสาร มีไลน์กลุ่มคนไข้และไลน์กลุ่มผู้ดูแล เพื่อสื่อสารให้กำลังใจกัน มีการพัฒนานวัตกรรม เช่น บ้านรอบรู้ ซึ่งเป็นบ้านจำลองที่เอาไว้เพิ่มความรอบรู้ให้กับคนไข้ว่ามีปัจจัยกระตุ้นให้อาการกำเริบอะไรบ้างภายในบ้าน รวมทั้งนวัตกรรมที่ใช้เพื่อบริหารปอดต่างๆ " นางศศิภาส์ กล่าว

อย่างไรก็ดี หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ขึ้นมา ทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่สามารถรับบริการได้ ทีมงานของคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจึงได้ปรับระบบการดูแลแบบ Next Normal มีการเชื่อมโยงการดูแลกันแบบไร้รอยต่อเกิดขึ้น

"อย่างที่ทราบว่าผู้ป่วยหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้น หากติดเชื้อโควิด-19 ขึ้นมา อาการจะรุนแรงมากและมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่าย ในการระบาดระลอกแรก เรามีคนไข้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 7 คน และเสียชีวิตไป 3 คน คนไข้เหล่านี้ก็เหมือนญาติของเรา การเสียชีวิตไปถึง 3 คนเป็นเรื่องที่ไม่โอเคอย่างยิ่ง แล้วการระบาดในระลอกที่ 2-3 มีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นวงกว้างมากขึ้น คนไข้ในคลินิกเราติดเชื้อไป 4% ของคนไข้ทั้งหมด

“ตอนนั้นมีคนไข้รอการวินิจฉัย (เป่าปอด) ประมาณ 30 ราย แต่เราไม่สามารถใช้เครื่องประเมินสมรรถนะปอดได้เพราะเกรงว่าอาจเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ ก็เลยพัฒนานวัตกรรม Magic Box Safety for Life โดยนำตู้ความดันบวกที่ปกติให้เจ้าหน้าที่เข้าไปนั่ง Swab เก็บตัวอย่างหาเชื้อโควิด มาปรับเป็นตู้ความดันลบแล้วให้คนไข้เข้าไปเป่าปอดทดสอบสมรรถนะปอดข้างใน หลังจากใช้แล้วก็ฆ่าเชื้อให้เรียบร้อย วิธีนี้ทำให้คนไข้สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นและรับการรักษาได้โดยไม่สะดุด" นางศศิภาส์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ทางคลินิกยังทบทวนระบบการดูแลเสียใหม่ ให้ความสำคัญกับระยะ Pre-Hospital ด้วยการเน้นย้ำความรอบรู้ด้านสุขภาพแก่คนไข้ ย้ำเรื่องการควบคุมความเสี่ยงไม่ให้อาการกำเริบ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ป่วยในการจัดการดูแลและช่วยเหลือตัวเอง นอกจากนี้ยังเน้นการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายในชุมชน เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้โดยมีทีมของโรงพยาบาลคอยสนับสนุน

หลังจากนั้น เมื่อเข้าสู่ระยะ In-Hospital ทางทีมงานได้ทบทวนแนวทางการดูแลผู้ป่วยตามสถานการณ์โควิด-19 แต่ยังอิงตามแนวทางของโรคนี้อยู่ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพทีมของโรงพยาบาลให้สามารถตรวจคัดกรองได้รวดเร็ว เพื่อให้คนไข้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้เร็วขึ้น รวมทั้งนำมาตรฐาน 2P Safety เข้ามาใช้ และเพิ่มเป็น 3P คือ Patient Safety, Personal Safety และ People Safety และด้วยความที่มีแพทย์แผนไทยอยู่ในทีมด้วย จึงได้นำวิธีการสุมยาเพื่อเสริมการดูแลผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจอีกทางหนึ่ง

"จากนั้นในระยะ Post-Hospital เมื่อจำหน่ายคนไข้กลับสู่ชุมชนแล้ว เราจะมีการดูแลแบบเป็นระบบ มีการคืนข้อมูลสู่ รพ.สต. และติดตามเยี่ยมบ้านโดยทีมเครือข่าย อีกทั้งมีการสื่อสารระหว่างทีมโรงพยาบาลและทีมในชุมชนตลอดว่าคนไข้เป็นอย่างไรบ้าง" นางศศิภาส์ กล่าว

ทั้งนี้หลังจากที่ปรับแนวทางการดูแลผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าพอใจ กล่าวคืออัตราการเข้าถึงบริการในคลินิกลดลงเล็กน้อย เป็น 79.05% จากเกณฑ์มาตรฐาน 80% เนื่องจากยังอยู่ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แต่อัตราการนอนโรงพยาบาลน้อยมากคือ 1.75% ของทั้งหมด และคนไข้โรคหืดได้ยา ICS คิดเป็น 81.58% อัตราการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุกกั้นเรื้อรังลดลงเหลือ 55.79 ต่อประชากรแสน และที่สำคัญคนไข้ในคลินิกที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้รับการดูแล 100% อัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 เท่ากับ 0

2

ด้าน นพ.ศราวุธ ธนเสรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญบุรี กล่าวว่า ตั้งแต่มีสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ขึ้นมา สิ่งที่จนให้ความสำคัญมากที่สุดคือความปลอดภัยของบุคลากร ซึ่งนวัตกรรม Magic Box Safety for Life ที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และในระยะต่อไปก็อยากร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำนวัตกรรมนี้ไปต่อยอดขยายไปปรับใช้ยังโรงพยาบาลอื่นๆ เพราะตู้ความดันบวกมีทุกโรงพยาบาลอยู่แล้ว สามารถนำไปประยุกต์กับผู้ป่วยโรคหอบหืด ทำให้สามารถดูแลได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

3

ขณะที่ นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า คลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลธัญบุรี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก โดยปกติแล้ว สปสช. เป็นผู้ดูแลเรื่องงบประมาณให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ซึ่งที่นี่มีครบทั้ง 2 อย่าง คือการเข้าถึง ที่นอกจากมาที่โรงพยาบาลแล้ว ยังมีการเยี่ยมบ้าน การดูแลครบวงจร รวมทั้งในแง่คุณภาพ ผู้ป่วยที่มาแล้วได้รับคุณภาพที่ดี อีกทั้งสามารถสอนให้ผู้ป่วยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ กลับบ้านแล้วสามารถบริหารจัดการตัวเอง ดูแลตัวเองได้ ปรับสภาพแวดล้อมลดความเสี่ยงได้ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่ สปสช. อยากให้เกิดการเข้าถึงและมีคุณภาพ และจะนำไปเป็นตัวอย่างขยายไปสู่ที่อื่นๆ โดยอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคลินิกโรคหอบหืดอย่างเดียว แต่โรคอื่นๆ ก็อยากให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพลักษณะนี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330 หรือช่องทางระบบออนไลน์ทั้งไลน์ สปสช. ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6 และ Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ