ภาคประชาชนบุก 'ก.ต่างประเทศ' คัดค้าน 'ดอน' ชง 'CPTPP' เข้า ครม. ส่อเอื้อนายทุน-ทำลายนโยบายสุขภาพ

thumbnail

เครือข่ายภาคประชาชน-FTA WATCH บุก "ก.ต่างประเทศ" คัดค้าน "ดอน ปรมัตถ์วินัย" เตรียมชง CPTPP เข้า ครม. ส่อเอื้อนายทุน-ทำลายนโยบายด้านสุขภาพ จี้รัฐบาลศึกษาใหม่ให้รอบคอบ หวั่นซ้ำรอย ความตกลง JTEPA ทำลายสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ


นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา พร้อมด้วย เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน เครือข่ายความมั่นคงทางอาหารชุมชนเมือง และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA watch) ร่วมกันเดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2564 เพื่อยื่นจดหมายถึง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.)

ทั้งนี้ เพื่อแสดงข้อห่วงกังวลและคัดค้านถึงกรณีที่ รมว.การต่างประเทศ กำลังผลักดันอย่างหนักเพื่อให้ไทยยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วม ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเห็นชอบในสัปดาห์หน้า

นายคำรณ เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายห่วงใยประเด็นนโยบายด้านสาธารณสุขและสุขภาพ ที่จะได้รับผลกระทบจาก CPTPP โดยเฉพาะ การเปิดตลาดเครื่องมือแพทย์มือสอง ระบบสิทธิบัตรและระบบขึ้นทะเบียนยา ผลกระทบต่อการออกมาตรการควบคุมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสมุนไพร ความหลากหลายทางชีวภาพ การแบ่งปันผลประโยชน์

นายคำรณ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังรวมถึงผลกระทบจากการบังคับเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991) การขอยกเว้นกำหนดเป็นข้อสงวนการใช้กลไกเอกชนฟ้องรัฐในการออกมาตรการด้านสาธารณสุข (ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้ CL) ซึ่งจะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทย ทำนอง "เหล้าจะถูก ยาจะแพง พืชเมล็ดพันธ์จะถูกผูกขาด"

นายคำรณ กล่าวอีกว่า รองนายกรัฐมนตรีไม่สนใจข้อท้วงติงของหน่วยราชการ ภาควิชาการ สภาองค์กรของผู้บริโภคและภาคประชาสังคมอื่น รวมถึงข้อเสนอแนะหลักของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ว่า การเจรจาของรัฐบาลควรมีกรอบเจรจาที่เกิดจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหว หากเจรจาไม่ได้ตามที่ระบุไว้ก็ไม่ควรเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง ซ้ำยังกดดันหน่วยราชการอื่น ให้ปรับลดประเด็นสีแดงเป็นสีเหลือง สีเหลืองเป็นสีเขียว โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบอย่างแท้จริง

"ในอดีตกระทรวงการต่างประเทศ ก็เคยสร้างความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในการเจรจาความตกลง JTEPA ไทย-ญี่ปุ่น จากของเสียอันตราย และของเสียอื่นๆ จากอุตสาหกรรมเคมีหรือจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ตั้งแต่ปี 2551 ที่ประเทศไทยลงนาม ถือเป็นความตกลงฯ ฉบับแรกที่แสดงอย่างชัดเจนถึงการเปิดเสรีให้มีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนสำหรับของเสียอันตรายทุกประเภท จนประเทศไทยมีสภาพใกล้เคียงกับถังขยะโลก" นายคำรณ กล่าว

นายคำรณ กล่าวว่า ทั้งที่ช่วงก่อนการลงนาม JTEPA กระทรวงการต่างประเทศเคยปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าของเสียอันตราย แต่เมื่อภาคประชาสังคมตรวจสอบและพบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ จึงมีการยอมรับถึงข้อผิดพลาดในการเจรจาความตกลง JTEPA เนื่องจากความตกลงที่ญี่ปุ่นทำกับประเทศอื่นในอาเซียน ในช่วงเวลาใกล้ๆ กันนั้น ไม่มีเนื้อหาที่ยอมรับขยะเป็นสินค้าแบบไทย และยังพบว่าขณะนั้นการแต่งตั้งคณะบุคคลในการเจรจา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้แทนจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่ให้น้ำหนักกับผู้นำจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

"ดังนั้นในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศที่ผ่านมา จึงไม่มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องถือว่าด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เท่าทัน แต่การไม่ฟังใครของกระทรวงฯ มีส่วนทำให้การนำเข้าขยะจากต่างประเทศเริ่มต้นขึ้น และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไทยอย่างรุนแรงอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นสังคมไทยสมควรได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากกระทรวงฯ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของหายนะทางสิ่งแวดล้อมและสังคม และนี่ควรเป็นบทเรียนที่สำคัญของกระทรวงฯ เพื่อไม่ให้เดินผิดพลาดเช่นที่ผ่านมาอีก" นายคำรณ กล่าว