ห่วงหญิงไทยเสี่ยง 'ช็อกโกแลตซีสต์' ย้ำโรคเยื่อบุโพรงมดลูกฯ ไม่หายขาด สูตินรีแพทย์ชี้ต้องรักษา-ใช้ยาต่อเนื่อง

thumbnail

สูตินรีแพทย์เพจดังร่วมเสวนา เตือนหญิงไทยจำนวนมากมีโอกาสเป็น "โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่-ช็อกโกแลตซีสต์" หากมีสัญญาณให้รีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย พร้อมร่วมเปิดตัวแอปฯ "Endo Diary" บันทึกช่วยผู้ป่วย เพื่อผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น


นพ.อรัณ ไตรตานนท์ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญประจำโรงพยาบาลตำรวจ และเจ้าของเพจ "อรัณ ไตรตานนท์ โต๊ะทำงาน" เปิดเผยในงานเสวนา Expert Treat Expert Talk ตอนหนึ่งว่า ผู้หญิงทุกคนต้องหมั่นสังเกตตัวเองเสมอ เพราะผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) ส่วนใหญ่ที่พบมักมีความเข้าใจผิด คิดว่าการที่ประจำเดือนไม่มาเป็นเรื่องไม่ดี หรือเมื่อไม่มีอาการปวดแล้วก็มักจะไม่มาพบแพทย์ตามนัด

สำหรับโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เชื่อว่าเกิดจากเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้อง ซึ่งเลือดประจำเดือนเหล่านี้มี "เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก" อยู่ด้วย และมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกไปฝังผิดที่ที่อวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดโรคขึ้น เช่น ฝังที่รังไข่จนเกิดเป็นซีสต์สีดำคล้ำคล้ายช็อกโกแลตมักเรียกกันว่า "ถุงน้ำช็อกโกแลต" หรือ "ช็อกโกแลตซีสต์" ซึ่งทำให้ผู้ป่วยปวดบริเวณท้องน้อยและมีอาการปวดรุนแรงมากขึ้น

นพ.อรัณ กล่าวว่า ความจริงแล้วการไม่มีประจำเดือนที่เกิดจากการรับประทานยาเป็นเรื่องปกติที่สามารถพบได้ และแม้ว่าจะไม่มีอาการปวดแล้วก็ควรจะมาพบแพทย์ตามนัด เนื่องจากอาจมีโรคแทรกซ้อนอยู่ จึงขอย้ำว่าโรคนี้ป้องกันอาการรุนแรงได้ด้วยการทานยา ให้รีบมารักษาแต่เนิ่นๆ หากปล่อยไปอาจเกิดโรคอื่นตามมา เช่น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ฯลฯ

สำหรับยาหลักที่แพทย์ใช้รักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือ กลุ่มเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสติน (Progestin) โดยทั่วไปอยู่ในรูปของยาเม็ดคุมกำเนิดหรือยาฮอร์โมนบางชนิด ซึ่งที่ผ่านมาเกิดความเข้าใจผิดว่าเมื่อทานยาฮอร์โมนแล้วจะมีบุตรยาก หรือยาไปกระตุ้นเซลล์จนเกิดเป็นเนื้องอก แต่จากรายงานผลศึกษาทั้งในและต่างประเทศพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

"กรณีคนไข้เข้ารับการผ่าตัดถุงน้ำในรังไข่แล้ว 90% ดีขึ้น แต่หลายครั้งรอยโรคยังอยู่ แต่คนไข้กลับเลิกกินยา ทำให้ถุงน้ำรังไข่ ช็อกโกแลตซีสต์ ยังมีโอกาสโตได้อีก ข้อแนะนำคือไม่ควรที่จะหยุดทานยาหรือมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ" นพ.อรัณ กล่าว

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเจ้าของเพจ "Olarik Musigavong" กล่าวว่า สถิติจากผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำกว่า 10% ดังนั้น ผู้หญิงสังเกตตัวเองได้จากอาการปวดท้องน้อย รู้สึกเจ็บลึกๆ เวลามีเพศสัมพันธ์ หรือมีบุตรยาก ควรรับการตรวจภายในประจำทุกปีเพื่อดูปากมดลูกและรังไข่ เพราะการไม่มีอาการมิได้หมายถึงไม่ได้เป็นโรค บางคนมีอาการตั้งแต่วัยรุ่นแต่กว่าจะมาหาหมอ 7-10 ปี จะมีผลเสียและอาการที่รุนแรงตามมา

"หากตรวจพบช็อกโกแลตซีสต์ระยะแรก มีขนาดเล็ก เช่น 1 เซนติเมตร อาจรักษาด้วยการทานยาได้ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว แต่คนไข้จำนวนไม่น้อยพอมีอาการดีขึ้น กินยาแล้วหรือผ่าตัดแล้วก็จะหายไป จริงๆ ควรมาพบแพทย์สม่ำเสมอตามนัดเพราะสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้" นพ.โอฬาริก กล่าว

ด้าน พญ.กรพินธุ์ รัตนสัจธรรม สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวชชลบุรี เจ้าของเพจ "Doctor ออ, Woman expert" กล่าวว่า ช็อกโกแลตซีสต์ เป็นพิษต่อรังไข่สามารถซ่อนอยู่ได้หลายจุด บางกรณีอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์ก็อาจไม่พบ เช่น ไปฝังด้านหลังมดลูก การพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็วเป็นเรื่องสำคัญ และสามารถรักษาด้วยยาซึ่งปัจจุบันพัฒนาไปมาก ทั้งยาคุมกำเนิด ยาโปรเจสติน เช่น ไดอิโนเจส (dienogest)

"ยังไม่มีการวิจัยที่สรุปได้ว่าการกินยารักษาโรคนี้จะทำให้เกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งโพรงมดลูก ถ้าใช้ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง แม้จะท้องหรือคลอดบุตรแล้วก็ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ไม่เข้าสู่วัยทองหรือหมดประจำเดือนก็จะยังไม่หาย โรคนี้รักษาด้วยยาเป็นหลัก บางกรณีอาจต้องรักษาโดยการส่องกล้องผ่าตัด" พญ.กรพินธุ์ กล่าว

อนึ่ง ผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Endo Diary TH ได้ทั้ง App Store และ Google Play ซึ่งสามารถช่วยเตือนการรับประทานยา ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโรค ตลอดจนช่วยบันทึกอาการสำคัญต่างๆ อาทิ อาการปวด อารมณ์เป็นอย่างไร เลือดประจำเดือนเป็นอย่างไร มีลิ่มเลือดปนในประจำเดือนหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปสื่อสารกับแพทย์ได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ