เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ‘เกี่ยวข้อง’ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า ... ไม่ใช่

thumbnail

ความไม่มั่นใจของประชาชนในการเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ยังไม่ได้จางหายไปไหน เพราะยังคงมีข่าวปรากฏออกมาเป็นระยะว่า มีผู้ที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังจากฉีดวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่อาการเบาๆ เช่น เวียนหัว อาเจียน เป็นไข้ ไปจนถึงอาการชา แขนขาอ่อนแรง บางรายหนักถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มี

หากส่อง comment ทางสังคมออนไลน์จะพบว่าอีกหนึ่งประเด็นที่มีการพูดถึงกันเป็นอย่างมาก นั่นคือการวินิจฉัยของแพทย์ต่อสาเหตุการเสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนโควิด-19 ทั้งความเครียด โรคประจำตัว ลิ่มเลือดจากการทานยาคุม ฯลฯ

มีการตั้งคำถามกันมากว่า เมื่อสาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้เป็นเพราะวัคซีนโควิด-19 แล้วผู้ที่สูญเสียหรือผู้ที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จะได้รับการ “ช่วยเหลือเบื้องต้น” ตามประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) หรือไม่

The Coverage จึงขันอาสามาจับเข่าคุยกับ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่ออธิบาย-ทำความเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างชัดๆ ให้สิ้นข้อสงสัย

นพ.จเด็จ บอกกับเราว่า อย่างไปคิดเอาเอง ... หากคิดว่าอาการไม่พึงประสงค์เหล่านั้นเกิดจากวัคซีนโควิด-19 ก็ให้ส่งเรื่องมาให้ สปสช. พิจารณา

สปสช. จะมีกลไกการพิจารณาที่ชื่อว่า “คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระดับเขตพื้นที่  ซึ่งเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์จำนวนมาก ช่วยพิจารณา

หากคณะอนุกรรมการฯ ลงความเห็นว่า “ให้จ่ายช่วยเหลือเบื้องต้น” ทาง สปสช. จะจ่ายเงินแก่ผู้ที่ยื่นคำร้องภายในระยะเวลา 5 วัน นับจากที่คณะอนุกรรมการฯ ลงความเห็น

The Coverage ขอเชิญชวนทุกท่านอ่านรายละเอียดไปทีละบรรทัด เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปด้วยกัน

--- ต้องสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้อง จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่า ‘ไม่ใช่’ ---

นพ.จเด็จ อธิบายว่า วัคซีนโควิด-19 ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ยังเป็นการใช้วัคซีนในภาวะฉุกเฉิน ฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียง แม้แต่วัคซีนที่เสร็จสมบูรณ์แล้วบางครั้งก็ยังเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ ดังนั้นไม่มีอะไรที่จะตอบได้ว่าปลอดภัย 100%

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข้อมูลคนที่ฉีดแล้วทั่วโลกกว่า 100 ล้านเข็ม พบว่าผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากการติดโควิด ดังนั้นทุกประเทศจึงตัดสินใจใช้วัคซีนในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค

"เราไม่ปฏิเสธว่าอาจเกิดผลข้างเคียงได้ แต่ขอให้มั่นใจว่าผลข้างเคียงหลายอย่างสามารถป้องกันหรือเตรียมการรับมือได้ จะเห็นว่าหลังฉีดวัคซีนก็จะมีคำแนะนำให้อยู่ในสถานที่ฉีดประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะเกิดประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากฉีด ตรงนี้ก็เป็นกระบวนการลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยกับประชาชนได้มากขึ้น" นพ.จเด็จ กล่าว

ในกรณีที่เกิดการเสียชีวิต นพ.จเด็จ บอกว่า ตามหลักทางการแพทย์ หากผู้เสียชีวิตมีประวัติว่าเพิ่งไปฉีดวัคซีนโควิด-19 มาเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ต้องสงสัยไว้ก่อนว่าเกี่ยวกับวัคซีน นั่นเพราะวัคซีนยังอยู่ในช่วงการใช้ในภาวะฉุกเฉิน

“เชื่อว่าแพทย์ทุกคนต้องนึกในใจไว้ก่อนว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับวัคซีน แล้วค่อยเข้าไปพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริง จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่” นพ.จเด็จ กล่าว

ฉะนั้น กรณีมีข่าวที่มีการเสียชีวิตแล้วแพทย์บอกว่าไม่เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าข่าวลักษณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่โดยหลักการแพทย์ต้องบอกก่อนว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด-19 จนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่

--- เพียงแค่สงสัยว่าเกิดจากวัคซีนโควิด ก็ยื่นคำร้องได้แล้ว ---

สำหรับประเด็นการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ตามประกาศบอร์ด สปสช. ซึ่งใช้หลักการตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 “นพ.จเด็จ” อธิบายว่า การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อเยียวยาความเสียหายซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สปสช. นั้น เป็นระบบการชดเชยความเสียหายเบื้องต้น

คำว่า “เบื้องต้น” หมายถึงไม่ต้องถึงขนาดพิสูจน์ถูกผิดให้รู้จนแน่ชัดแล้วถึงจ่ายเงิน แต่เมื่อใดที่ประชาชนไปฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วเกิดการเสียชีวิต แล้วญาติสงสัยว่าเกี่ยวกับวัคซีน ก็สามารถยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเข้ามาได้เลย ไม่ต้องรอผลการพิสูจน์อะไรทั้งสิ้น

“ยื่นเรื่องมาก่อน ทาง สปสช. มีคณะอนุกรรมการทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ คณะอนุกรรมการจะพิจารณาโดยใช้ความเชี่ยวชาญของความเป็นแพทย์ ดูจากประวัติ จากข้อมูลต่างๆ บางครั้งจะเห็นว่าผู้ป่วยมีโรคประจำตัวแล้วไปฉีดวัคซีนแล้วเสียชีวิต เป็นไปได้ว่าวัคซีนไปทำให้โรคประจำตัวกำเริบได้

“ดังนั้นทุกกรณีที่สงสัย ขอให้ส่งเรื่องมาที่อนุกรรมการฯ การที่แพทย์บอกว่าไม่เกี่ยวกับวัคซีน ไม่ได้เป็นการตัดสินว่าจะไม่จ่ายเงินชดเชย เพราะคณะอนุกรรมการเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่แพทย์ที่ระบุสาเหตุการเสียชีวิตหรือใครก็ตามที่พูดในลักษณะนั้น” นพ.จเด็จ กล่าว

นพ.จเด็จ อธิบายต่อไปว่า สปสช. ไม่ได้กำหนดระยะเวลาเอาไว้ว่า เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนไปนานเท่าใดจึงจะขอรับเงินชดเชยได้ เพียงแต่ด้วยระยะเวลาที่ห่างออกไป ความเกี่ยวข้องกับวัคซีนก็จะน้อยลงไป แต่ถ้าฉีดไป 14 วันแล้วยังสงสัยว่าเกิดจากวัคซีนก็ยื่นเรื่องเข้ามาได้ อย่าเพิ่งไปฟังคนโน้นคนนี้พูดแล้วตีความเองโดยไม่ได้ส่งเรื่องมาที่คณะอนุกรรมการ

--- จ่ายไปแล้วจะไม่เรียกเงินคืน ---

นพ.จเด็จ อธิบายต่อไปว่า สำหรับกรณีที่ไม่ได้เสียชีวิต แต่ก็มีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น บางคนอาจสงสัยว่าต้องรุนแรงระดับไหนถึงจะได้รับเงินเยียวยา เพราะในหลักเกณฑ์ของ สปสช. ใช้คำว่า “บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง” จึงจะเข้าข่ายได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น

คำถามก็คือ ถ้าเป็นอาการชั่วคราวจะมีสิทธิขอรับเงินเยียวยาได้หรือไม่ ในประเด็นนี้ต้องบอกว่าขอให้ประชาชนยื่นเรื่องเข้ามาก่อน คำว่าเจ็บป่วยต่อเนื่องนี้อย่าเพิ่งไปตัดสินเอาเอง หรืออย่าไปตัดสินจากเวลาที่เกิดอาการ เพราะยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีก

ตัวอย่างเช่น เป็นตั้งแต่วันแรกแต่พอหมอซักประวัติแล้วเพิ่งทราบ ความต่อเนื่องก็ต้องนับตั้งแต่วันแรก เป็นต้น ดังนั้นอย่าเพิ่งตัดสินว่าจะได้หรือไม่ได้เยียวยา ถ้าสงสัยว่าเกี่ยวกับวัคซีนก็ให้ยื่นเรื่องเข้ามาก่อน

“ที่พูดอย่างนี้เพราะเราอยากรู้ผลข้างเคียงในทางการแพทย์ ดังนั้นถ้าเกิดผลข้างเคียงแล้วไม่บอก ไม่แจ้งเข้ามา เราก็จะนึกว่าวัคซีนมันดี จริงๆ ต้องช่วยรายงานผลพวกนี้ไปให้บริษัทวัคซีนเขาปรับปรุงต่อไปในอนาคต ถ้าบอกว่าไม่ใช่จากวัคซีนเสียหมด ทุกอย่างดีอยู่แล้ว เราจะไม่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนในอนาคตเลย

“นอกจากนี้แล้ว เราก็ยังอยากทราบว่าวัคซีนมีผลข้างเคียงอะไรที่ต้องระวังหรือต้องวางแผนรับมือเมื่อมีการฉีดในจำนวนที่มากขึ้น ดังนั้น ย้ำอีกครั้งว่าเจ็บป่วยต่อเนื่องอย่าคิดเอาเอง ถ้าคิดว่าเกี่ยวกับวัคซีนให้ยื่นเรื่องขอรับเงินเยียวยาเข้ามาแล้วจะมีผู้เชี่ยวชาญมาดูให้ ถ้าผลออกมาว่าไม่เกี่ยวก็ไม่เป็นไร จ่ายแล้วก็จ่ายไป” นพ.จเด็จ กล่าว

“ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน คนที่จะวินิจฉัยว่าจะจ่ายเงินเยียวยา ไม่ใช่แพทย์ที่อยู่หน้างาน ไม่ใช่ตัวผู้ได้รับผลข้างเคียงเอง แต่เป็นอนุกรรมการ แล้วการจ่ายชดเชยตรงนี้คือชดเชยเบื้องต้นไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด อาจเป็นเหตุสุดวิสัยก็ได้ จ่ายไปก่อน แม้หลังจากจ่ายไปแล้วจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับวัคซีน ก็ไม่มีผลที่จะเรียกเงินคืน” นพ.จเด็จ ย้ำ

---  5 วันหลังอนุกรรมการฯ ลงความเห็น ‘ได้รับเงิน’ ---

เลขาธิการ สปสช. กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นนั้น จะจ่ายภายใน 5 วัน หลังจากที่อนุกรรมการฯ ลงมติว่าให้จ่าย ซึ่งตั้งแต่ สปสช.ออกประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเยียวยาผลกระทบจากการฉีดวัคซีนโควิดประมาณ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยามาแล้ว 260 ราย และจ่ายเยียวยาไปแล้ว 162 ราย

อาการส่วนใหญ่ที่พบคืออาการชา บางคนชา 1 วัน บางคนชาเป็นเดือนก็มี ระยะเวลาที่ต่างกันออกไปจะมีผลต่อการชดเชยที่ต่างกันออกไป ส่วนกรณีเสียชีวิต มียื่นเรื่องเข้ามา 6 รายทั่วประเทศ

สำหรับขั้นตอนการยื่นเรื่องขอรับเงินเยียวยาก็ไม่ยุ่งยาก เอกสารที่ใช้ในตอนนี้เป็นเพียงการกรอกแบบฟอร์มเท่านั้น โดยในแบบฟอร์มจะให้เขียนเลขบัตรประชาชน สถานที่ที่ไปฉีด อาการที่เกี่ยวข้อง เลขบัญชีธนาคาร โดยมีจุดรับเรื่อง 3 จุด ได้แก่  1. โรงพยาบาลหรือสถานที่ที่ไปฉีดมา 2. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด 3. สำนักงานเขตของ สปสช.

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 2564 เป็นต้นไปจะเริ่มการปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบก็อาจจะมีมากขึ้น ดังนั้น สปสช.จึงพยายามขยายเครือข่ายเพื่อช่วยรับเรื่องจากประชาชน เช่น ไปยื่นเรื่องที่ อสม. หรือหน่วย 50(5) แล้วเครือข่ายเหล่านี้ก็จะช่วยส่งเรื่องต่อไปยังจุดรับเรื่องทั้ง 3 จุด

--- ส่องโซเชียลมีเดีย-ประสานเคสเชิงรุก ---

"นอกจากนี้แล้ว เรายังต้องทำงานเชิงรุกให้เร็วที่สุด ตอนนี้ได้คุยกับผู้อำนวยการ สปสช.เขตแต่ละเขตว่าให้พยายามเข้าไปติดตามในโซเชียลมีเดียต่างๆ ถ้าพบเคสเกิดขึ้นก็ให้รีบประสานตัวผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการจ่ายเงินเยียวยา

“เช่นเดียวกับคณะอนุกรรมการในเขตต่างๆ ถ้ามีการขอรับเงินเยียวยาเข้ามาจำนวนมากจนทำให้พิจารณาไม่ทัน เราก็จะเพิ่มจำนวนอนุกรรมการอีก รวมทั้งจะขอรับข้อเสนอในเรื่องการให้ตัวแทนภาคประชาชนหรือผู้ได้รับผลกระทบเข้าไปร่วมเป็นอนุกรรมการด้วย เพราะถ้ามีมุมมองจากภาคประชาชนหรือผู้ได้รับความเสียหายเข้ามาด้วยก็อาจเป็นประโยชน์ในการพิจารณา" นพ.จเด็จ ระบุ

นพ.จเด็จ กล่าวทิ้งท้ายว่า กระบวนการชดเชยความเสียหายจากวัคซีนถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ไทยเราไม่เคยเจอกรณีนี้มาก่อนดังนั้นก็ต้องให้เวลาระบบในการปรับตัวด้วย ซึ่งปัจจุบันถ้าติดตามดูจะเห็นว่าการตีความหรือวินิจฉัยกันเองโดยที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย

ดังนั้นต้องขอย้ำว่าเมื่อเกิดข้อสงสัย อย่าเพิ่งตัดสินเอง ขอให้ส่งเรื่องมาให้ สปสช. หรือให้ง่ายที่สุดคือโทรมาที่สายด่วน 1330 ก็ได้ ทางเจ้าหน้าที่จะเดินเรื่องให้