'ฟาวิพิราเวียร์' ญี่ปุ่นเม็ดละ 120 บาท อภ.ชี้ผลิตเองราคาแค่ 30-40 บาท ไทยเสียโอกาสถึงวันละ 400 ล้าน

thumbnail

องค์การเภสัชกรรมเผย "ยาฟาวิพิราเวียร์" ผลิตเองทำราคาได้ 30-40 บาท จากปัจจุบันนำเข้าญี่ปุ่นเม็ดละ 120 บาท เดินหน้าเซ็นเอ็มโอยู "ปตท.-สวทช." สังเคราะห์วัตถุดิบใช้เองเพื่อความมั่นคง


ภญ.ศิริกุล เมธีวีรังสรรค์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยในเสวนาวิชาการออนไลน์เรื่อง "ระบบสิทธิบัตร 'เอื้อ' หรือ 'ขัดขวาง' การเข้าถึงยา: กรณียาฟาวิพิราเวียร์" เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2564 ตอนหนึ่งว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ในปัจจุบันมีราคาอยู่ที่เม็ดละ 120 บาท แต่หาก อภ.ผลิตเองโดยนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศอินเดีย จะสามารถผลิตได้ในราคาที่ถูกลงกว่า 50% หรืออยู่ที่เม็ดละ 30-40 บาทเท่านั้น

ภญ.ศิริกุล กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม อภ.ยังได้ลงนามเอ็มโอยูร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อทำการสังเคราะห์วัตถุดิบในการผลิตฟาวิพิราเวียร์เอง เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วยเช่นกัน

"ถ้าเมื่อไรแต่ละประเทศเกิดภาวะฉุกเฉินแล้วปิดกั้นการส่งออก ไทยเราก็จะลำบาก อย่างล่าสุดอินเดียเพิ่งประกาศห้ามส่งออก Remdesivir เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา หรือกรณีวัคซีนอินเดีย ที่ผลิตได้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ต้องหยุดผลิตเพราะต้องใช้สารตั้งต้นจากอเมริกา แล้วถูกอเมริกาสกัดไว้ เป็นต้น" ภญ.ศิริกุล กล่าว

ด้าน ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า หากนับเวลาเฉพาะช่วงที่ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้เร่งปฏิเสธคำขอจดสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลากว่า 9 เดือน คือตั้งแต่ 17 ก.ค. 2563 ถึง 5 พ.ค. 2564 พบว่าหากกรมทรัพย์สินทางปัญญาปฏิเสธคำขอสิทธิบัตรเร็ว ไทยจะประหยัดเงินไปได้อย่างน้อย 400 ล้านบาท

ทั้งนี้ เนื่องจากไทยต้องซื้อยาในราคาเม็ดละ 120-150 บาท ขณะที่ยาไม่ติดสิทธิบัตรมีราคาประมาณ 10+ บาท โดยจากข้อมูลของ อภ. พบว่าแต่ละวันมีการเบิกจ่ายยากว่า 4-5 หมื่นเม็ด เท่ากับว่าไทยจะมีภาระค่าเสียโอกาส แทนที่จะได้ยาในราคาที่ถูกลง คิดเป็นวันละ 4.4 - 7 ล้านบาท

ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าวว่า ดังนั้นจึงมีข้อเสนอว่าในการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สิทธิบัตร ในอนาคต ควรจะปรับปรุงเพื่อให้เอื้อต่อการเข้าถึงยา และปรับกระบวนการพิจารณาในระดับพนักงานเจ้าหน้าที่ให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

"อย่างกรณีคำขอสิทธิบัตรยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ เพิ่งยกคำขอไปเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่มีการยื่นขอสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี 2553 แล้วใช้ระยะเวลาพิจารณายาวนานมาถึงปี 2564 เพิ่งจะมายกคำขอซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสของชาติในการเข้าถึงยา ดังนั้นควรปรับปรุงกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น" ผศ.ภญ.ยุพดี กล่าว