ทบทวนไกด์ไลน์ 'ฟาวิพิราเวียร์' ใหม่ สธ.มอบ 'กรมการแพทย์' ชี้ขาด ให้ 'ทุกคน-เฉพาะกลุ่ม' ได้หรือไม่

thumbnail

สธ.มอบกรมการแพทย์ พิจารณาข้อบ่งชี้การให้ "ยาฟาวิพิราเวียร์" รักษาผู้ป่วยโควิด-19 หลัง กทม.เตรียมให้ยาผู้ป่วยทุกคนในโรงพยาบาลสนาม หวั่นเชื้อดื้อยา


นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มอบให้ทางกรมการแพทย์ ไปพิจารณาเรื่องข้อบ่งชี้การให้ยาฟาวิพิราเวียร์ กับผู้ป่วยโควิด-19 ว่าจำเป็นจะต้องมีข้อบ่งชี้หรือใช้เฉพาะกลุ่มหรือไม่ 

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมายังมีข้อสังเกตจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถึงการให้ยาฟาวิพิราเวียร์แก่ผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาลสนาม ว่าจำเป็นจะต้องให้ยาทุกคนจริงหรือไม่ จำเป็นต้องมีข้อบ่งชี้หรือใช้เฉพาะกลุ่ม เนื่องจากปัจจัยของความประหยัด ให้ผลการรักษาดี หรือหากให้มากเกินไปเชื้ออาจดื้อยาได้ เนื่องจากไวรัสเหล่านี้สามารถแปรเปลี่ยนได้

"ดังนั้นในเชิงการบริหารยาจำเป็นต้องได้รับความเชี่ยวชาญจากแพทย์ก่อน โดยยาช่วยทำให้อาการน้อยลง หรือช่วยชีวิตได้ ซึ่งเราก็กำลังพิจารณาอยู่" นพ.ทวีศิลป์ กล่าว

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ในส่วนประเด็นเรื่องของปริมาณยาที่ยังมีข้อสงสัยว่าจะเพียงพอหรือไม่นั้น ข้อมูลจากวันที่ 3 พ.ค. 2564 พบว่ามีปริมาณยาฟาวิพิราเวียร์คงเหลืออีกว่า 1.6 ล้านเม็ด และจะสั่งเพิ่มจากประเทศญี่ปุ่นอีก 2 ล้านเม็ด ภายในวันที่ 12 พ.ค.นี้ จึงมีความมั่นคงทางยาซึ่งรัฐบาลเตรียมไว้ให้

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า เรื่องของการตัวเลขการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ขณะนี้มีจำนวนน้อย เนื่องจากเป็นช่วงวัคซีนปลายล็อตของซิโนแวค แต่ล่าสุดได้มีวัคซีนซิโนแวคล็อตใหม่เข้ามาอีก 5 แสนโดส และจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับข้อมูลถึงวันที่ 3 พ.ค. 2564 ประเทศไทยมีการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้วจำนวน 1,498,617 โดส แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 1,106,071 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 392,546 ราย