จ่อ ‘ร่วมทุน’ บริษัทผู้ยื่นขอสิทธิบัตร ผลิต ‘ยาฟาวิพิราเวียร์’ ใช้ในประเทศ รัฐบาลตั้งเป้าเป็นฐานของภูมิภาค

thumbnail

โฆษกประจำสำนักนายกฯ ตั้งเป้าเป็นฐานการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ระดับภูมิภาค เผยหาช่องร่วมทุนบริษัทผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตรในไทย


นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ซึ่งเป็นยาสำคัญในการรักษาโควิด-19 ระดับภูมิภาค โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้ได้สิทธิการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ในประเทศไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขอร่วมลงทุนผลิตยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาตำรับยาขึ้นใหม่จากสารออกฤทธิ์หลักของยาฟาวิพิราเวียร์ที่ไม่มีสิทธิบัตรในประเทศไทย ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรในยาฟาวิพิราเวียร์รูปแบบยาเม็ด

นายอนุชา กล่าวว่า การพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรยาฟาวิพิราเวียร์นั้น รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของยาฟาวิพิราเวียร์ที่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนโยบายในการจัดหายาให้เพียงพอต่อความจำเป็นอย่างทันท่วงที

“กรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันว่าโรงพยาบาลเอกชนนั้นก็ยังสามารถนำเข้ายาชนิดนี้ได้โดยรัฐไม่ได้มีการผูกขาดการนำเข้าแต่อย่างใด

สำหรับสถานการณ์ยาฟาวิพิราเวียร์ในประเทศไทยขณะนี้ รัฐบาลได้สำรองยาในโรงพยาบาลแม่ข่าย ทั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และภูมิภาคทุกเขตสุขภาพมากกว่า 20 โรงพยาบาล โดยตั้งแต่วันที่ 26 -30 เม.ย. 2564 มีการกระจายยาไปยังทุกจังหวัดที่มีผู้ป่วยทุกเขตสุขภาพแล้ว 765,600 เม็ด และในโรงพยาบาลภาคเอกชนมีอีกกว่าแสนเม็ด รวมทั้งมีการวางแผนจัดส่งยาฉุกเฉินด้วย