นายกสมาคมพยาบาลฯ ไทย ชงรัฐตั้งกรรมการดูแลคุณภาพชีวิต เพิ่ม ‘กำลังคน-สวัสดิการ’ สู้ภาระงาน

thumbnail

นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ระบุ ภาระงานไม่สอดคล้องกับอัตรากำลังพยาบาล ต้นเหตุพยาบาลได้รับค่าตอบแทนไม่เหมาะสมกับภาระงาน ไม่ได้รับการดูแลที่ดี ชงรัฐสร้างความสมดุล ตั้งคณะกรรมการดูแลคุณภาพชีวิต-สวัสดิการ เสริมกำลังใจ-ให้ความมั่นคง สู้งานหนัก


รศ.สุปาณี เสนาดิสัย นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “The Coverage” ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้ภาระงานของพยาบาลยังไม่สอดคล้องกับอัตรากำลังคน ส่งผลต่อภาระงาน (Workload) ที่มีมากเกินไป แม้แต่ในโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งก็ยังมีอัตรากำลังพยาบาลไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้ต้องใช้บุคลากรที่ไม่ใช่ระดับวิชาชีพพยาบาลเข้ามาทดแทนเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งทำให้คุณภาพการให้บริการไม่ดีเท่าที่ควร

รศ.สุปาณี กล่าวว่า ความสมดุลระหว่างอัตรากำลังคน ภาระงาน และค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พยาบาลตัดสินใจอยู่หรือลาออกจากระบบ ฉะนั้นหากสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ ก็จะทำให้พยาบาลจำนวนมากอยู่ในระบบต่อไป 

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวมองว่าปัญหาสมองไหล หรือการที่พยาบาลจากภาครัฐย้ายไปอยู่ภาคเอกชนนั้น ยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับการที่พยาบาลย้ายออกไปทำอาชีพอื่น

“ตัวอย่างของโรงพยาบาลวชิระ พบว่าอัตราการลาออกของพยาบาลน้อยมาก เนื่องจากทางโรงพยาบาลมีค่าตอบแทนและสวัสดิการให้อย่างสมเหตุสมผล ฉะนั้นแล้วในการทำงาน ต้องมีสิ่งจูงใจ เพื่อทำให้พยาบาลยังคงอยู่ในวิชาชีพต่อไปด้วย” รศ.สุปาณี กล่าว

นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย กล่าวต่อไปว่า พยาบาลส่วนใหญ่โดยเฉพาะพยาบาลที่อยู่ต่างจังหวัด มีความต้องการที่จะถูกบรรจุเป็นข้าราชการ เนื่องจากมีความมั่นคงและยั่งยืนในวิชาชีพ และเป็นความภูมิใจของครอบครัว ดังนั้นส่วนตัวมองว่า ถ้ารัฐสามารถบรรจุพยาบาลเพิ่มได้ก็จะแก้ปัญหาการลาออกของพยาบาลได้ในระดับหนึ่ง รวมไปถึงค่าวิชาชีพของพยาบาลก็ควรจะได้รับให้คุ้มค่ากับความเหนื่อยที่ต้องเผชิญในแต่ละวันเช่นกัน 

“อยากให้มีการแก้ปัญหาเรื่องสวัสดิการของพยาบาลอย่างจริงจัง เพราะงานพยาบาลเป็นงานหนักไม่ใช่แค่ถามถึงปัญหาแล้วก็จบไป ส่วนตัวอยากให้มีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของพยาบาล และสามารถผลักดันเรื่องนี้ให้สามารถเกิดขึ้นจริง” รศ.สุปาณี กล่าว

รศ.สุปาณี กล่าวย้ำว่า สวัสดิการที่พยาบาลจะได้รับขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลและโรงพยาบาล หมายความว่าก็ต้องรวมไปถึงค่าตอบแทนที่เขาจะต้องได้รับด้วย เมื่อพยาบาลต้องอยู่เวรบ่าย-ดึก หรือต้องทำโอที เขาก็ควรจะต้องได้รับค่าตอบแทนวิชาชีพอย่างสมเหตุสมผลที่คุ้มกับค่าเหนื่อยในแต่ละวัน อีกประการหนึ่งที่คนมักไม่ค่อยนึกถึง คือ พยาบาลต้องทำงานวันหยุดราชการ เช่น เสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งเป็นการรบกวนคุณภาพชีวิตของครอบครัวและตนเอง พยาบาลควรได้รับค่าตอบแทนมากกว่าการทำงานในวันราชการปกติ จึงอยากให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่จะได้รับบริการพยาบาลอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น